แม้ว่าตลาดสเต๊กในไทย Sizzler ยังคงครองส่วนแบ่งสูงสุด ด้วยกลยุทธ์ด้านราคาและการตลาด แต่ในประเทศบ้านเกิดอย่าง สหรัฐอเมริกา และ ออสเตรเลีย กลับเผชิญกับการลดลงของจำนวนสาขาอย่างต่อเนื่อง จนถึงขั้นปิดกิจการในบางประเทศ
ปี 2563 Sizzler สหรัฐ ยื่นล้มละลาย และ Sizzler ออสเตรเลีย ปิดทุกสาขา เหตุผลสำคัญไม่ใช่แค่ผลกระทบจากโควิด-19 แต่เป็นเพราะแบรนด์เริ่ม ไม่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการอาหารที่คุ้มค่ากว่า หลากหลายกว่า และทันสมัยกว่า
Sizzler ติดอยู่ตรงกลางระหว่าง Fast Food กับร้านอาหารระดับสูง
นักวิเคราะห์ชี้ว่า Sizzler ไม่ใช่ Fast Food ที่สะดวกและราคาถูก แต่ก็ไม่ใช่ร้านอาหารระดับพรีเมียมที่คุ้มค่ากับราคาที่จ่าย ส่งผลให้ลูกค้าหันไปเลือกแบรนด์อื่นแทน เช่น เชนร้านอาหารเอเชีย ฟู้ดคอร์ท และร้านอาหารท้องถิ่นขนาดเล็ก ที่มีความหลากหลายและเข้าถึงได้ง่ายกว่า
นอกจากนี้ แนวคิด "Salad Bar บุฟเฟ่ต์" ซึ่งเคยเป็นจุดขายหลัก กลับไม่ดึงดูดคนรุ่นใหม่เท่าเดิม และยังมีต้นทุนการดำเนินงานสูง
ผู้บริหารของ Sizzler ยังมองว่า &ldquoสลัดบาร์&rdquo เป็นปัจจัยสำคัญ
จากกว่า 270 สาขา เหลือเพียง 74 สาขาในสหรัฐ
ในช่วงยุครุ่งเรือง Sizzler เคยมีสาขามากถึง 270 แห่งในสหรัฐ แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 74 แห่ง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ใน แคลิฟอร์เนีย คิดเป็น 68% ของสาขาที่เหลือทั้งหมด
Sizzler พยายามปรับตัว แต่เพียงพอหรือไม่?
Christopher Perkins CEO ของ Sizzler ยอมรับว่า แบรนด์ ต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยปรับปรุง ดีไซน์ร้าน สลัดบาร์ ยูนิฟอร์มพนักงาน และกลยุทธ์การตลาด เพื่อให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ แนวทางนี้เพียงพอหรือไม่? เพราะปัญหาหลักของ Sizzler คือ ราคาและความคุ้มค่า ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด
อนาคตของ Sizzler ในสหรัฐอาจยังคงเป็นเครื่องหมายคำถาม และอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากเชนร้านอาหารรุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดได้ดีกว่า