按下ENTER到主內容區
:::
:::

โรคตื่นตระหนกมักถูกวินิจฉัยผิด! ผสานเครื่องมือดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา

โรคตื่นตระหนกเป็นประเภทหนึ่งของโรควิตกกังวล (ภาพ/จัดทำโดย Heho Health)
โรคตื่นตระหนกเป็นประเภทหนึ่งของโรควิตกกังวล (ภาพ/จัดทำโดย Heho Health)

ตามสถิติจากสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติสหรัฐฯ (NIMH) ประมาณ 2.7% ของผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ ป่วยเป็นโรคแพนิค และประมาณ 4.7% เคยประสบกับอาการแพนิคในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาการของโรคแพนิคมีความคล้ายคลึงกับโรคหัวใจและโรคทางทรวงอก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากเข้าใจผิดว่าตนเองเป็นโรคหัวใจในตอนแรก และมักไปพบแพทย์โรคหัวใจหรอืแพทย์ทรวงอกหลายครั้ง ซึ่งทำให้การเข้ารับการรักษาในแผนกจิตเวชล่าช้าออกไป

อาการทั่วไปของโรคแพนิคและความเสี่ยงต่อการวินิจฉัยผิดพลาด
โรคแพนิคเป็นหนึ่งในประเภทของโรควิตกกังวล โดยมีอาการทั่วไปได้แก่ ใจสั่น เจ็บแน่นหน้าอก หายใจลำบาก เหงื่อออก วิงเวียน ตัวสั่น และรู้สึกหวาดกลัวว่าจะเสียชีวิต

จากการวิจัยของโรงพยาบาล En Chu Kong และสถาบันวิจัยชีวการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน อาการที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรกของโรคแพนิคคือ เจ็บหน้าอก วิงเวียน และใจสั่น ประมาณ 30% ของผู้ป่วยจะมีอาการโดยไม่มีสิ่งกระตุ้นชัดเจน แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สงบก็สามารถเกิดอาการขึ้นได้ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไปพบแพทย์ฉุกเฉินซ้ำๆ แต่ผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและการตรวจอื่นๆ กลับแสดงผลปกติ จนกระทั่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคแพนิคในภายหลัง

อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะช่วยเสริมการรักษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในระยะเวลา 3 ปี ทีมวิจัยได้คัดเลือกผู้ป่วยโรคแพนิคจำนวน 138 ราย แบ่งออกเป็นกลุ่มที่ใช้แอปพลิเคชันบนมือถือ (108 ราย) และกลุ่มที่ได้รับการรักษาแบบดั้งเดิม (30 ราย) โดยใช้สมาร์ตวอทช์เพื่อติดตามการนอนหลับ ระดับกิจกรรม และอัตราการเต้นของหัวใจ พร้อมใช้แอปพลิเคชันเพื่อรายงานอาการและรับการสนับสนุนทางจิตใจแบบเรียลไทม์

ข้อดีของเครื่องมือดิจิทัล:
📌 การตรวจสอบแบบเรียลไทม์: บันทึกเวลาที่เกิดอาการแพนิคและอาการร่วม (เช่น ใจสั่น หายใจลำบาก) ผ่านแอปพลิเคชัน
📌 การสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ดูแลส่วนตัว: ติดต่อกับผู้ป่วยอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งเพื่อให้คำแนะนำและการสนับสนุนทางจิตใจ
📌 การตอบสนองต่ออาการทรุดหนักแบบเรียลไทม์: หากแอปพลิเคชันตรวจพบค่าคะแนน PDSS เกินค่าปกติ (ระดับความรุนแรงของโรคแพนิค) เจ้าหน้าที่ดูแลสามารถให้คำแนะนำทันทีเพื่อลดความจำเป็นในการเข้าห้องฉุกเฉิน

ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การใช้สมาร์ตวอทช์ร่วมกับแอปพลิเคชันช่วยลดจำนวนครั้งของการเกิดอาการแพนิคได้อย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความรู้ความเข้าใจของผู้ป่วยเกี่ยวกับโรค และลดการไปพบแพทย์ฉุกเฉินโดยไม่จำเป็น032604p1.jpgอาการทั่วไปของโรคตื่นตระหนกมักคล้ายคลึงกับอาการของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคในช่องอก และโรคทางระบบประสาทบางประเภท (ภาพ/อ้างอิงจาก Frontiers)

การรักษาโรคแพนิคต้องอาศัยการผสมผสานของยากับการสนับสนุนทางจิตใจ

1️⃣ การรักษาด้วยยา
💊 ยากลุ่ม Selective Serotonin Reuptake Inhibitors (SSRI)
💊 ยากลุ่ม Serotonin-Norepinephrine Reuptake Inhibitors (SNRI)

2️⃣ การบำบัดทางจิตใจ
🧠 การบำบัดด้วยวิธี Cognitive-Behavioral Therapy (CBT): ช่วยปรับเปลี่ยนการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับอาการแพนิค
🧘&zwj♂️ การฝึกผ่อนคลายและการจัดการความเครียด: ช่วยลดความวิตกกังวล

3️⃣ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
✔ ควบคุมพฤติกรรมการนอนและการออกกำลังกาย
✔ หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและแอลกอฮอล์
✔ สร้างระบบสนับสนุนทางสังคม เพื่อลดความรู้สึกโดดเดี่ยว

ประสบการณ์ตรงของผู้ป่วยโรคแพนิค: จากความวิตกกังวลสู่ความมั่นคง
คุณกัว อิง-อิง พยาบาลที่มีประสบการณ์กับโรคแพนิค เล่าว่า: "ฉันมีอาการครั้งแรกที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยไม่มีสาเหตุใดๆ จู่ๆ ฉันก็หมดสติไป เมื่อไปพบแพทย์โรคหัวใจ ผลตรวจทุกอย่างกลับปกติ หลังจากนั้นไม่นาน ระหว่างรับประทานอาหารในร้านอาหาร ฉันก็เกิดอาการหายใจไม่ออกและมือเท้าชา ต่อมาฉันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนและการออกกำลังกายจึงค่อยๆ ดีขึ้น ก่อนจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคแพนิค"

เธอสังเกตว่า ผู้ป่วยหลายคนมองข้ามความสำคัญของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และพึ่งพายานอนหลับเพียงอย่างเดียวเพื่อปรับปรุงการนอนหลับ อย่างไรก็ตาม การใช้สมาร์ตวอทช์และแอปพลิเคชันเพื่อติดตามข้อมูลช่วยให้ผู้ป่วยสามารถรับรู้สภาพร่างกายของตนเองได้ดีขึ้น และครอบครัวยังสามารถให้การสนับสนุนได้มากขึ้น ส่งผลให้ควบคุมอาการได้ดีขึ้น032604p2.jpgการพัฒนาแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่เชื่อมโยงข้อมูลกับโมเดลการพยากรณ์ มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ทีมแพทย์สามารถสนับสนุนผู้ป่วยโรคตื่นตระหนกได้ง่ายขึ้น (ภาพ/อ้างอิงจาก Frontiers)

สรุป: โรคแพนิคสามารถควบคุมได้ ควรเข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง
ดร.ไช่ ชาง-เหิง ย้ำว่า "การลดจำนวนครั้งของอาการแพนิค ไม่หวาดกลัวการเกิดอาการ และการใช้ชีวิตอย่างปกติสุข คือเป้าหมายสูงสุดของการรักษาโรคแพนิค" หากอาการแพนิคเกิดจากความเครียดระยะสั้น เช่น ปัญหาการหย่าร้าง ความกดดันทางการเงิน หรือความเครียดในที่ทำงาน การปรึกษาจิตแพทย์สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ อย่างไรก็ตาม หากอาการแพนิคเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางกายภาพหรือสิ่งแวดล้อม การรักษาด้วยยา การออกกำลังกาย และการปรับพฤติกรรมการนอนจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

การผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ดูแลส่วนตัว จะช่วยให้ผู้ป่วยโรคแพนิคสามารถจัดการกับโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการรักษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองได้ดียิ่งขึ้น

ข่าวเด่นประเด็นร้อน

回到頁首
Loading