ปัญหาบุหรี่เถื่อนในประเทศไทยได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องมากว่าทศวรรษ และในปี 2025 สถานการณ์ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นหนึ่งในวิกฤตเศรษฐกิจสีเทาที่กระทบทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจฐานราก และความน่าเชื่อถือของการบังคับใช้กฎหมาย ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่กำลังมุ่งสู่การเลือกตั้งรัฐบาลชุดใหม่
ข้อมูลจากสมาคมการค้ายาสูบไทยระบุว่า การบริโภคบุหรี่เถื่อนมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 28 ของตลาด ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี และยังลุกลามเป็นเศรษฐกิจใต้ดินที่กระทบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาสูบ ตั้งแต่ชาวไร่ ร้านค้ารายย่อย ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ ไปจนถึงแรงงานจำนวนมาก
บุหรี่เถื่อนยังรวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งแม้จะเป็นสินค้าผิดกฎหมาย แต่กลับเข้าถึงได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์และร้านค้าใกล้สถานศึกษา การขาดการควบคุมทำให้การใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเปิดช่องให้ตลาดใต้ดินเติบโตอย่างเสรี
สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายต้องแบกรับภาระภาษีและต้นทุนด้านกฎระเบียบ ขณะที่สินค้าผิดกฎหมายสามารถจำหน่ายในราคาต่ำโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดโดยรวม
ผลกระทบยังขยายไปถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบกฎหมาย เมื่อเกิดคำถามถึงประสิทธิภาพการปราบปราม การทุจริต และความจริงจังของรัฐในการจัดการเครือข่ายลักลอบนำเข้าและจำหน่ายข้ามชาติ
ชาวไร่ยาสูบซึ่งเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรม กำลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านรายได้ ต้นทุนที่สูงขึ้น และข้อจำกัดเชิงนโยบาย เมื่ออุตสาหกรรมในระบบถูกบั่นทอนจากสินค้าผิดกฎหมาย ความเดือดร้อนจึงตกอยู่กับชุมชนและแรงงานฐานรากโดยตรง
ท่ามกลางการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ประเด็นบุหรี่เถื่อนและเศรษฐกิจสีเทาถูกมองว่าเป็นวาระสาธารณะที่พรรคการเมืองทุกพรรคต้องแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน พร้อมนำเสนอนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โปร่งใส และยั่งยืน
ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐถูกเรียกร้องให้เดินหน้าปราบปรามอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของกระทรวงการคลัง กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร หน่วยงานความมั่นคง ตำรวจ รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการปิดกั้นช่องทางจำหน่ายทั้งออฟไลน์และออนไลน์
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ปัญหาบุหรี่เถื่อนคือบททดสอบสำคัญของทั้งพรรคการเมืองและระบบราชการในการรับมือปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ส่งผลต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และอนาคตของสังคมไทยในระยะยาว