ตลอดช่วงชีวิตส่วนใหญ่ของฉัน ผู้คนมักถามว่าฉันมาจากที่ไหน
บางครั้งก็เพราะความอยากรู้ บางครั้งก็เพราะความสับสน บ่อยครั้งที่หลังจากฉันตอบไปแล้ว อีกฝ่ายจะหยุดคิดสักครู่ แล้วถามซ้ำอีก ฉันชินกับมันมานานแล้ว รูปลักษณ์และสำเนียงการพูดที่ไม่ชัดของฉันมักทำให้ผู้คนคาดหวังคำตอบที่ “ชัดเจน” กว่านี้ และสิ่งที่ฉันให้ได้มักไม่ชัดเจนพอ บางครั้ง แม้ว่าฉันจะตอบไปแล้ว ผู้ฟังก็อาจไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่นัก
การเติบโตมาในลักษณะนี้สอนให้คุณรู้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่า โลกมักชอบการแบ่งประเภทที่เรียบง่ายและชัดเจน แต่ก็เป็นผู้คนอีกนั่นแหละ ที่ทำให้มันดูยุ่งยากซับซ้อนเสียเหลือเกิน
เป็นเวลานานที่ฉันคิดว่านี่เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข ฉันพยายามทำให้ตัวเองเข้าใจง่ายขึ้น จัดประเภทได้ง่ายขึ้น แต่ดนตรีไม่เคยเรียกร้องให้ฉันทำเช่นนั้น
ดนตรีเปิดพื้นที่ให้ความซับซ้อน เปิดพื้นที่ให้ความขัดแย้ง และเปิดโอกาสให้ฉันมีตัวตนอย่างเต็มที่
และไต้หวัน กลายเป็นสถานที่ที่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือน “บ้าน” ในที่สุด
การเป็นคนไต้หวัน: การตัดสินใจ ไม่ใช่ความบังเอิญ
ในเดือนมีนาคม 2024 ฉันตัดสินใจทำในสิ่งที่คิดมาหลายปีแล้ว นั่นคือการยื่นขอสัญชาติไต้หวัน
เหตุผลในการตัดสินใจครั้งนี้ชัดเจน เมื่อฉันรู้ว่ากฎระเบียบใหม่ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2024 ทำให้พลเมืองไต้หวันรุ่นที่สองสามารถยื่นขอสัญชาติได้ง่ายขึ้น ฉันก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า นี่แหละคือช่วงเวลาที่ฉันกำลังรอคอย นี่ไม่ใช่เรื่องของความสะดวกสบาย แต่เป็นความรู้สึกของการได้รับการยอมรับการยอมรับชีวิตที่ฉันใช้ที่นี่ และการยอมรับถึงความเชื่อมโยงที่มองไม่เห็นระหว่างฉันกับไต้หวัน
กระบวนการทั้งหมดไม่ง่ายเลย เอกสาร ขั้นตอน และการรอคอย ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง ฉันรู้ว่าเส้นทางนี้ยังคงดูเลือนรางและยากลำบากสำหรับพลเมืองไต้หวันรุ่นที่สองหลายคน ฉันก็เลยตั้งใจว่าจะแบ่งปันประสบการณ์ของฉัน เพื่อให้ผู้ที่จะเดินบนเส้นทางเดียวกันในอนาคตได้พบกับความสับสนน้อยลง
ในวันที่ 12 สิงหาคม 2024 ฉันได้รับสัญชาติไต้หวันอย่างเป็นทางการ
วันนั้นยังคงเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของฉัน
ฉันยังจำได้ว่าตัวเองยืนอยู่ในสำนักงานเขต ท่ามกลางผู้คนที่จัดการเอกสารราชการอย่างสงบ ในขณะที่ฉันถ่ายรูปกับบัตรประชาชนอย่างตื่นเต้น อาจจะดูเหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้สักหน่อย บางคนมองมาที่ฉันด้วยความสงสัย แต่ฉันไม่สนใจเลย เพราะว่ามันไม่ใช่แค่ “บัตรใบหนึ่ง” แต่มันคือหมุดหมาย คือความฝันที่ฉันพกติดตัวมาตั้งแต่วันแรกที่เหยียบแผ่นดินไต้หวัน
มันไม่ใช่เรื่องของระบบราชการ แต่มันคือความรู้สึกว่าทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเสียที
ไต้หวันสำหรับฉันคืออะไร
ฉันได้เรียนรู้ว่า ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ไม่ได้สร้างขึ้นจากสถานะทางกฎหมายเท่านั้น แต่มันถูกสร้างขึ้นจากชีวิตประจำวัน
สำหรับฉัน ไต้หวันคือการเดินบนถนนโดยไม่ต้องมีเหตุผลใด ๆ และรู้สึกปลอดภัย คือการแวะร้านน้ำชาใกล้บ้านและเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยและเป็นมิตร คือความชื้นในอากาศ — สิ่งที่หลายคนบ่น แต่ฉันกลับรักมัน เพราะมันโอบล้อมคุณไว้และเตือนให้คุณรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน
นอกจากนี้ยังรวมถึงของว่างยามดึกที่หาได้ทุกเมื่อหลังจากการแสดง อาหารร้อน ๆ ถนนที่ยังคึกคัก ชีวิตที่ยังดำเนินต่อไป
ดนตรี: พื้นที่ที่ฉันไม่เคยต้องเลือกข้าง
ดนตรีคือพื้นที่แรกที่ฉันไม่รู้สึกกดดันให้ต้อง “เลือกฝ่าย”
โดยเฉพาะในดนตรีแจ๊ส กติกานั้นเรียบง่าย: ฟัง ตอบสนอง และสร้างร่วมกันในขณะนั้น การฝึกเช่นนี้ไม่ได้หล่อหลอมแค่วิธีที่ฉันร้องเพลง แต่ยังหล่อหลอมวิธีที่ฉันใช้ชีวิตในโลกนี้ คุณไม่จำเป็นต้องมาพร้อมคำตอบทั้งหมด คุณมาในสภาพที่เปิดรับ
แนวคิดนี้กลายเป็นรากฐานของมินิอัลบั้มของฉัน GRADIENTS
ฉันตั้งชื่อว่า Gradients เพราะนั่นคือวิธีที่ฉันรู้สึกกับชีวิต — ไม่ได้ชัดเจน ไม่ใช่แค่ขาวหรือดำ แต่เป็นเฉดสีที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ช่วงชีวิตนี้สำหรับฉันคือการ “กลายเป็น” การกลายเป็นคนที่ซื่อสัตย์มากขึ้น มั่นคงมากขึ้น และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
แต่ละเพลงสะท้อนสีของอารมณ์ที่แตกต่างกัน — ความนิ่ง ความคิดถึง ความอบอุ่น ความสุข ความไม่แน่นอน และความมั่นใจที่เงียบสงบ เมื่อรวมกัน เพลงเหล่านี้ถ่ายทอดกระบวนการค้นหาว่าฉันเป็นใคร และฉันกำลังกลายเป็นใคร
เกือบยอมแพ้ — และการเลือกที่จะอยู่ต่อ
การสร้าง Gradients ไม่ได้ราบรื่น
มีช่วงหนึ่งที่ฉันเกือบจะยอมแพ้ทั้งหมด
เมื่อซิงเกิลแรกของมินิอัลบั้มไม่สามารถปล่อยได้เนื่องจากปัญหาการจัดจำหน่าย ฉันรู้สึกพังทลาย ฉันทุ่มเททุกอย่างให้กับดนตรี — ทั้งอารมณ์ การเงิน และความคิดสร้างสรรค์ — และทันใดนั้น มันเหมือนหายไปจากสายตาของชาวโลก เมื่อสถานการณ์ไม่สามารถแก้ไขได้ ฉันจำได้ว่ารู้สึกมืดแปดด้าน
ฉันเคยคิดจะยกเลิกการปล่อยผลงานจริง ๆ
แต่สุดท้าย ฉันเลือกทำสิ่งที่แตกต่างออกไป ฉันลงมือจัดการเอง ค้นหา ตั้งคำถาม เรียนรู้ระบบที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองต้องเข้าใจ และหาทางเดินต่อไป
ไม่นานหลังจากนั้น สิ่งต่าง ๆ ก็เริ่มขยับอีกครั้ง แล้วดนตรีก็กลับคืนสู่โลก ส่วนฉันก็กลับคืนสู่การทำงาน ช่วงเวลานั้นสอนฉันอย่างเรียบง่ายแต่ยั่งยืนว่า ความเข้มแข็งไม่จำเป็นต้องส่งเสียงดัง บางครั้ง มันคือการไม่ยอมเลือนหายไป
พกพาไต้หวันไปกับตัว
ขณะที่ฉันเขียนสิ่งนี้ ฉันอยู่ที่ออสเตรเลีย กำลังเตรียมตัวขึ้นแสดงในงาน National Multicultural Festival
ฉันจะยืนอยู่บนเวทีของบ้านหลังหนึ่ง และเป็นตัวแทนของอีกบ้านอีกหนึ่งหลัง
มีบางอย่างที่สะเทือนใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องนี้ ออสเตรเลียคือส่วนหนึ่งของรากเหง้าฉัน เป็นสถานที่ที่ตัวตนแรกเริ่มของฉันก่อตัวขึ้น ส่วนไต้หวันคือที่ที่ชีวิตวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ของฉันก่อตัวขึ้น — งาน เพื่อน เสียงดนตรี และความมั่นใจของฉัน การกลับมาที่นี่พร้อมดนตรีที่หล่อหลอมในไต้หวัน ไม่ได้รู้สึกขัดแย้ง แต่เป็นการสานต่อ
ในเดือนมีนาคม ฉันจะนำดนตรีชุดเดียวกันนี้ไปยังยุโรป — ที่โปแลนด์ — เพื่อแสดงร่วมกับศิลปินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่จากหลากหลายวัฒนธรรม ทุกครั้งที่ฉันข้ามพรมแดนพร้อมดนตรี ฉันรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่เงียบแต่ชัดเจน: ฉันไม่ได้แค่แบ่งปันเพลง แต่ฉันกำลังแบ่งปันสิ่งที่ไต้หวันมอบให้ฉัน — ความเปิดกว้าง ความไว้วางใจ และอิสระในการเป็นตัวตนที่ซับซ้อน
เสียงของทายาทรุ่นที่สอง
ในฐานะทายาทรุ่นที่สอง ฉันมักคิดถึงความหมายของการเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่หนึ่ง ฉันไม่มองว่าภูมิหลังของฉันเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขหรืออธิบาย ฉันมองว่ามันคือมุมมอง การเติบโตท่ามกลางความแตกต่างฝึกให้ฉันฟังอย่างลึกซึ้ง แปลอารมณ์ข้ามวัฒนธรรม และสร้างความเชื่อมโยงในจุดที่คนอื่นเห็นเป็นระยะห่าง
ไต้หวันมอบสิ่งหนึ่งให้ฉันโดยไม่คาดคิด: การอนุญาต
การอนุญาตให้เติบโตโดยไม่ต้องลบตัวตนบางส่วนออกไป การอนุญาตให้มีส่วนร่วมโดยไม่ต้องพิสูจน์การมีอยู่ตลอดเวลา การอนุญาตให้เป็นคนที่ซับซ้อน — และยังคงเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่
สำหรับฉัน นี่คือภาพของสังคมที่โอบรับความหลากหลายอย่างแท้จริง
ข้อความถึงคนข้างหน้า
ถึงเยาวชนที่มีพื้นเพเป็นผู้อพยพใหม่หรือทายาทที่สองที่อยากสร้างสรรค์ ฉันอยากบอกว่า:
อย่ารีบร้อนซ่อนสิ่งที่ทำให้คุณแตกต่าง วันหนึ่ง ความแตกต่างนั้นจะกลายเป็นเสียงของคุณ
ขณะเดียวกัน จงปกป้องงานฝีมือของคุณ ฝึกฝน เรียนรู้ และสร้างวินัยควบคู่ไปกับความฝัน ความคิดสร้างสรรค์ต้องการโครงสร้างเพื่ออยู่รอด
ที่สำคัญที่สุด จงเชื่อว่าเรื่องราวของคุณมีคุณค่า — แม้โลกจะยังไม่สะท้อนกลับมา
วันนี้ ฉันไม่รู้สึกว่าตัวเองใช้ชีวิตอยู่ “ระหว่าง” สถานที่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป ฉันรู้สึกว่าฉันพกพามากกว่าหนึ่งสถานที่ไว้ในตัว และฉันได้เรียนรู้วิธีเปลี่ยนมันให้กลายเป็นดนตรี
GRADIENTS คือวิธีที่ฉันบอกว่า อัตลักษณ์ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบเดียว มันสามารถเป็นสเปกตรัมได้
และในไต้หวัน ฉันได้พบพื้นที่ — และการอนุญาต — ให้สเปกตรัมนั้นดำรงอยู่
ในฐานะทายาทเชื้อสายไต้หวัน–ออสเตรเลียรุ่นที่สอง Caitlin เลือกใช้ชีวิตและสร้างสรรค์ผลงานในไต้หวัน โดยค่อยๆ รวบรวมความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของตัวเองจากประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน (ภาพ / Caitlin ให้ภาพ)