หลายร้อยปีที่ผ่านมา ต้นไม้และผืนป่าเป็นแหล่งพักพิงที่ช่วยหล่อเลี้ยงทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์ ความสัมพันธ์นี้ฝังรากลึกมาตั้งแต่บรรพบุรุษที่อาศัยอยู่กลางธรรมชาติ จนปัจจุบันที่มนุษย์เริ่มห่างจากป่าและเข้าสู่สังคมเมือง การกลับมาใกล้ชิดธรรมชาติอีกครั้งจึงเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงโควิด-19 เมื่อผู้คนโหยหาความสงบจากธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์ต่างยืนยันว่าการอยู่ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวสามารถลดความเครียด เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ และส่งเสริมสุขภาพจิตได้ดี อีกทั้งยังพบว่าเพียง 20 นาทีในสวนสาธารณะก็สามารถลดฮอร์โมนความเครียดได้
สีเขียวไม่ใช่เพียงสีธรรมดา แต่เป็นคลื่นแสงที่ดวงตามนุษย์รับได้ดีที่สุด จึงช่วยผ่อนคลายระบบประสาทและส่งเสริมความรู้สึกปลอดภัย สีเขียวจึงถูกใช้ในโรงพยาบาล โรงเรียน และพื้นที่ทำงานเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี การมีพื้นที่สีเขียวไม่เพียงแค่เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ แต่ยังช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นและอายุยืนยาวขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วทำให้ธรรมชาติถูกรุกล้ำ และผู้คนเข้าถึงธรรมชาติได้ยากขึ้น จึงควรมีการผลักดันให้ทุกคนเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้อย่างเท่าเทียม
สีเขียวเป็นจุดที่จอประสาทตารับคลื่นความยาวได้ดีที่สุด นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่านี่คือเหตุผลที่พิสูจน์ว่าทำไมสีเขียวมีผลในการทำให้จิตใจสงบ เพราะตาของเรามีความเครียดน้อยลงเมื่อมองสีเขียว ทำให้ระบบประสาทของเราผ่อนคลายไปด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ต้นไม้ยังสื่อสารและช่วยเหลือกันผ่านเครือข่ายใยราของเชื้อราใต้ดิน นักนิเวศวิทยาพบว่า ต้นไม้สามารถส่งสารอาหารและสัญญาณเตือนภัยให้กันเมื่อมีต้นใดต้นหนึ่งเผชิญภาวะยากลำบาก เครือข่ายนี้เปรียบเสมือนระบบชุมชนใต้ดินที่เต็มไปด้วยความเอื้ออาทร บางต้นเมื่อรู้ว่าตนจะล้ม ก็ส่งสารอาหารให้ต้นอื่นรอดต่อไปได้ เรื่องราวเหล่านี้ตอกย้ำว่า แม้แต่ต้นไม้ก็มีมิตรภาพและการอยู่ร่วมกัน ดังนั้นมนุษย์เราจึงไม่ควรอยู่ลำพัง และควรเรียนรู้จากธรรมชาติที่ช่วยเยียวยาและสอนให้เราเห็นคุณค่าของการพึ่งพากัน.