按下ENTER到主內容區
:::
:::

คอร์สจิตวิทยาเด็กฉบับเร่งด่วน! ปลดล็อกความกังวลจากการแยกจาก สร้างความอุ่นใจให้วัยฟันน้ำนม

เมื่อเด็กเริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาลหรือเผชิญกับสภาพแวดล้อมใหม่เป็นครั้งแรก อาจมีอาการวิตกกังวลจากการแยกจากผู้ปกครอง เช่น ร้องไห้หรือไม่ยอมแยกจากกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในกระบวนการเจริญเติบโตของเด็ก (ภาพ / Mombaby)
เมื่อเด็กเริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาลหรือเผชิญกับสภาพแวดล้อมใหม่เป็นครั้งแรก อาจมีอาการวิตกกังวลจากการแยกจากผู้ปกครอง เช่น ร้องไห้หรือไม่ยอมแยกจากกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในกระบวนการเจริญเติบโตของเด็ก (ภาพ / Mombaby)

“หนูไม่อยากไปโรงเรียน!”

เวลาเจ็ดโมงเช้ากว่า ๆ คุณแม่ของเสี่ยวหมิงยืนอยู่กับลูกชายวัย 4 ขวบที่ปากซอยเพื่อรอรถรับส่งของโรงเรียนอนุบาล เสี่ยวหมิงมักจับมือแม่แน่นทุกครั้ง เมื่อประตูรถเปิดออก เขาก็เริ่มร้องไห้และบอกว่าไม่อยากไปโรงเรียน สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องมานาน 2–3 สัปดาห์แล้ว ทำให้พ่อแม่กังวลและไม่รู้จะจัดการอย่างไร

ภาวะวิตกกังวลจากการแยกจากคืออะไร?
เจิ้งอันอัน (鄭安安) นักจิตวิทยาคลินิกจากศูนย์จิตวิทยาคลินิก โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (台大醫院臨床心理中心臨床) กล่าวว่า “ภาวะวิตกกังวลจากการแยกจาก” เป็นปรากฏการณ์ปกติในกระบวนการพัฒนาทางอารมณ์ของเด็ก เด็กส่วนใหญ่มักสร้างความผูกพันพิเศษกับผู้ดูแลหลัก เมื่ออายุประมาณ 7–9 เดือน หากมองไม่เห็นผู้ดูแล เด็กจะร้องไห้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะวิตกกังวลจากการแยกจาก

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า การร้องไห้และต่อต้านของเด็กอาจทำให้ผู้ดูแลรู้สึกเครียดหรือไม่สบายใจ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณว่าพัฒนาการด้านการรับรู้และอารมณ์สังคมของเด็กได้ก้าวหน้าไปอีกขั้น และกำลังสร้างความผูกพันที่มั่นคงและไว้วางใจกับผู้ดูแลหลักp1การ์ดเตือนความจำด้านการเลี้ยงดูบุตรใช้สถานการณ์ต่าง ๆ ในแต่ละช่วงพัฒนาการของเด็ก เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการสำคัญและแนวทางการดูแลที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย (ภาพ / Mombaby)

3 วิธีรับมือภาวะวิตกกังวลจากการแยกจากของเด็ก
เด็กที่มีนิสัยค่อนข้างขี้อายหรือปรับตัวได้ยาก มักมีแนวโน้มรู้สึกกังวลและหวาดกลัวมากกว่าเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องแยกจากผู้ปกครอง อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของอุปนิสัยและบุคลิกภาพโดยกำเนิดของเด็ก ไม่มีถูกหรือผิด ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจและยอมรับ พร้อมหลีกเลี่ยงการดุว่า หรือลงโทษด้วยการข่มขู่

1、อย่าปฏิเสธความรู้สึกของเด็ก หรือข่มขู่เด็ก
เจิ้งอันอันแนะนำว่า ผู้ปกครองควรกล่าวลาอย่างอ่อนโยนแต่หนักแน่น และย้ำกับเด็กว่า “แม่จะกลับมารับนะ” พร้อมช่วยให้เด็กค้นหาสิ่งที่ทำให้รู้สึกสบายใจในสภาพแวดล้อมใหม่ และค่อย ๆ ส่งเสริมให้เด็กลองปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดคือการปฏิเสธอารมณ์ของเด็ก เช่น พูดว่า “ร้องไห้น่าอายจัง” หรือ “ขี้ขลาด” รวมถึงการข่มขู่ว่า “ถ้ายังร้องอีก แม่จะไม่รักแล้ว” เพราะคำพูดเหล่านี้อาจทำร้ายจิตใจเด็กได้

2、ทำความเข้าใจสาเหตุที่เด็กกลัวและกังวล
ผู้ปกครองควรพยายามทำความเข้าใจว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กกลัวหรือกังวล มองสถานการณ์จากมุมมองของเด็ก เข้าใจความรู้สึกกังวล ความกลัว และความไม่สบายใจของเขา พร้อมสนับสนุนให้เด็กได้พูดถึงความคิดและความรู้สึกของตนเอง

เมื่อต้องส่งเด็กที่หน้าโรงเรียนหรือขึ้นรถรับส่ง ควรกล่าวลาอย่างอ่อนโยนแต่ชัดเจน เมื่อบอกลาแล้วควรจากไปทันที ไม่ควรยืดเยื้อการอำลาให้นานเกินไป

3、ตกลงกันล่วงหน้าและช่วยให้เด็กคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม
ผู้ปกครองสามารถสร้างข้อตกลงกับเด็กไว้ล่วงหน้า เช่น ใช้การกอดหรือหอมแก้มเป็นพิธีกรรมเล็ก ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจก่อนแยกจากกัน หรืออนุญาตให้เด็กนำตุ๊กตาตัวโปรด ผ้าห่มผืนเล็ก หรือจุกนมติดตัวไปด้วย เพื่อช่วยเพิ่มความรู้สึกปลอดภัย

ในวันแรกของการไปโรงเรียน ควรพาเด็กทำความรู้จักกับสภาพแวดล้อมใหม่ พูดคุยกับครูหรือเพื่อนสัก 1–2 คนให้มากขึ้น หลังเลิกเรียนอาจชวนเพื่อนมาเล่นที่บ้าน และกระตุ้นให้เด็กเล่าเรื่องสนุก ๆ ที่พบในโรงเรียน

นอกจากนี้ หากพบว่าเด็กมีพัฒนาการล่าช้าในด้านการรับรู้ ภาษา การเคลื่อนไหว หรือด้านสังคมและอารมณ์ รวมถึงมีความเครียดหรือความรู้สึกท้อแท้มากเกินไป ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานด้านการบำบัดเพื่อช่วยให้เด็กสามารถเผชิญความท้าทายและปรับตัวได้ดีขึ้น

บทความนี้เผยแพร่โดยได้รับอนุญาตจาก Mombaby

ข่าวเด่นประเด็นร้อน

回到頁首
Loading