สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เดินหน้าเสริมความร่วมมือด้านข้อมูลน้ำในลุ่มน้ำโขง เพื่อให้ไทยสามารถรับข้อมูลฝน ระดับน้ำ การระบายน้ำจากเขื่อน และคุณภาพน้ำจากประเทศต้นน้ำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มเวลาในการประเมินสถานการณ์ เตรียมมาตรการบริหารจัดการน้ำ และแจ้งเตือนประชาชน
แม่น้ำโขงมีความยาวประมาณ 4,880 กิโลเมตร ไหลผ่าน 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม สทนช. ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน น้ำ การระบายน้ำจากเขื่อน หรือคุณภาพน้ำในประเทศหนึ่งสามารถส่งผลต่อพื้นที่ปลายน้ำในอีกประเทศได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
กลไกสำคัญคือคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ซึ่งไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนามจัดตั้งขึ้นภายใต้ความตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ. 2538 โดย สทนช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลระดับภูมิภาคเข้ากับระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศ
ปัจจุบันมีการเชื่อมโยงข้อมูลจากสถานีอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา 79 แห่งใน 5 ประเทศ โดยข้อมูลระดับน้ำในแม่น้ำโขงสายหลักและลำน้ำสาขามีการอัปเดตประมาณทุก 15 นาที
สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงยังจัดทำข้อมูลคาดการณ์ฝนและระดับน้ำล่วงหน้า 5 วัน รวมถึงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน ขณะที่ สทนช. ติดตามเขื่อนสำคัญ 13 แห่งใน 4 ประเทศ ทั้งปริมาณน้ำไหลเข้า การระบายน้ำ และปริมาณน้ำกักเก็บ
นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกยังมีกลไกประสานงานฉุกเฉินเพื่อแจ้งข้อมูลกรณีจำเป็นต้องระบายน้ำจากเขื่อนอย่างเร่งด่วน ทำให้พื้นที่ปลายน้ำมีเวลาเตรียมรับมือมากขึ้น
ในอนาคต สทนช. มีแผนเพิ่มจำนวนเขื่อนและประเภทข้อมูลที่อยู่ในระบบ เพิ่มความถี่ในการอัปเดต และพัฒนาระบบส่งข้อมูลอัตโนมัติ รวมถึงการแลกเปลี่ยนแผนผลิตไฟฟ้าและแผนระบายน้ำล่วงหน้า
อีกแนวทางหนึ่งคือการพิจารณาระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำล่วงหน้าตามข้อมูลคาดการณ์ฝนและปริมาณน้ำไหลเข้า เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำและลดระดับน้ำสูงสุด แต่การดำเนินการต้องอยู่ภายใต้กลไกประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ
ความร่วมมือยังครอบคลุมปัญหาคุณภาพน้ำ โดย สทนช. กำลังประสานงานเกี่ยวกับปัญหาโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ผ่าน MRC และการหารือกับเมียนมา รวมทั้งนำประเด็นเข้าสู่กรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง
สทนช. ระบุว่า เป้าหมายคือทำให้ประเทศต่าง ๆ ได้รับข้อมูล ประสานงาน และตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และการดำรงชีพของประชาชน