เมื่อมีคนถามฉันอยู่เสมอว่า เหตุใดฉันจึงชื่นชอบวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมาก และเหตุใดจึงเดินมาจนถึงการทำงานด้านการส่งเสริมวัฒนธรรม ฉันมักไม่ได้เริ่มต้นเล่าจากสาขาวิชาที่เรียนในมหาวิทยาลัย แต่จะย้อนกลับไปพูดถึงวิชาเลือกข้ามสาขาหนึ่ง ซึ่งได้ค่อย ๆ เปลี่ยนทิศทางการเรียนรู้ของฉันโดยไม่รู้ตัว วิชานั้นได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ฉันก้าวเข้าสู่โลกของวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในช่วงมหาวิทยาลัย ฉันเริ่มลงเรียนในหลักสูตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสถาบัน อาจารย์ผู้สอนมาจากประเทศมาเลเซีย และเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาด้านเครื่องเทศและวัฒนธรรมอาหารมาเป็นเวลานาน เขาไม่เพียงอธิบายบริบททางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังแบ่งปันความทรงจำเกี่ยวกับอาหารจากบ้านเกิด พร้อมทั้งพาเราได้ลงมือทำอาหารด้วยตนเอง และทดลองปรุงเครื่องเทศหลากหลายชนิด บทเรียนในครั้งนั้นทำให้ฉันได้เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรก และทำให้ฉันเข้าใจว่าวัฒนธรรมสามารถดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันได้
อาจารย์เคยเตือนพวกเราว่า ภาษาเป็นสะพานที่ตรงที่สุดในการทำความเข้าใจวัฒนธรรม ภายใต้การสนับสนุนและกำลังใจจากเขา ฉันจึงเริ่มเรียนภาษาอินโดนีเซีย ในช่วงแรก ฉันเรียนภาษาเพียงเพื่อจะเข้าใจเพื่อนชาวอินโดนีเซียที่อยู่รอบตัว หรือเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานในอนาคตเท่านั้น แต่การเรียนภาษากลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่พาฉันก้าวเข้าสู่พื้นที่ของการศึกษาทางวัฒนธรรม ผ่านภาษา ฉันไม่ได้มองเห็นเพียงตัวอักษรเท่านั้น แต่ยังได้ยินเรื่องราว รับรู้ความรู้สึก และเข้าใจภูมิปัญญาการใช้ชีวิตที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการย้ายถิ่นฐานในแต่ละครั้ง
ช่วงเวลาที่ทำให้ฉันตระหนักอย่างแท้จริงว่า “วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ใกล้ตัวเรา” เกิดขึ้นเมื่อฉันก้าวเข้าไปในมหาวิทยาลัยชุมชน และเข้าร่วมหลักสูตรวัฒนธรรมอาหารที่สอนโดยคุณแม่ผู้อพยพเป็นผู้บรรยาย ในระหว่างที่พวกเธอกำลังปรุงอาหารจากบ้านเกิด พวกเธอยังแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับการค้นหาวัตถุดิบทดแทนในไต้หวัน วิธีการรักษาความทรงจำด้านอาหารท่ามกลางการทำงานและชีวิตครอบครัว รวมถึงความรู้สึกของการจากบ้านเกิดและการตั้งหลักในต่างแดน
ในขณะนั้นเอง ฉันจึงเข้าใจว่าสิ่งที่วิทยากรผู้อพยพเหล่านี้ถ่ายทอด ไม่ได้เป็นเพียงอาหารจากบ้านเกิดเท่านั้น แต่คือภูมิปัญญาในการเลือก การปรับตัว และการค้นหาความสมดุลอย่างต่อเนื่องในชีวิตจริง ซึ่งนี่คือภาพสะท้อนของวัฒนธรรมที่แท้จริงที่สุด
หลังจากที่ฉันกลับไปยังโรงเรียนมัธยมซึ่งเป็นโรงเรียนเดิมของตนเองในฐานะวิทยากรชมรม ฉันได้นำรูปแบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยชุมชนเข้าสู่รั้วโรงเรียน และเชิญคุณแม่ผู้อพยพเข้ามาในห้องเรียนเพื่อแบ่งปันวัฒนธรรมและชีวิตประจำวันของพวกเธอ โดยเริ่มต้นจากการทำอาหาร นักเรียนได้ลงมือปรุงอาหารภายใต้การแนะนำของวิทยากร พร้อมกับรับฟังเรื่องราวชีวิตไปพร้อมกัน ประเทศที่เคยมีอยู่เพียงในตำราเรียนจึงกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้และใกล้ชิดมากขึ้น และบทสนทนาทางวัฒนธรรมก็เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติผ่านการมีปฏิสัมพันธ์
เมื่อเนื้อหาของหลักสูตรขยายไปสู่ประเด็นเกี่ยวกับเทศกาล ครอบครัว และประสบการณ์การย้ายถิ่นฐาน ฉันได้เห็นความหมายอีกระดับหนึ่ง เด็กบางคนซึ่งเป็นเยาวชนรุ่นที่สองของครอบครัวผู้อพยพ เริ่มกล้าแบ่งปันเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับมารดาในชั้นเรียนเป็นครั้งแรก และเริ่มตระหนักว่าภูมิหลังของตนเองก็สมควรได้รับการทำความเข้าใจเช่นกัน สิ่งนี้ทำให้ฉันยิ่งมั่นใจว่าการศึกษาทางวัฒนธรรมไม่ได้เป็นเพียงการทำความเข้าใจผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อวิธีที่เด็ก ๆ มองเห็นตัวตนของตนเองด้วย
อย่างไรก็ตาม ฉันค่อย ๆ ตระหนักว่าหลักสูตรลักษณะนี้ไม่ควรถูกจัดขึ้นเพียงเป็นกิจกรรมครั้งคราว หากเป็นเพียงประสบการณ์ระยะสั้น วัฒนธรรมย่อมไม่อาจได้รับความเข้าใจอย่างลึกซึ้งหรือสืบต่อได้อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงเริ่มทำงานร่วมกับโรงเรียน เพื่อผลักดันให้รูปแบบการเรียนการสอนนี้กลายเป็นหลักสูตรประจำ และเปิดโอกาสให้การศึกษาทางวัฒนธรรมได้หยั่งรากในชีวิตการเรียนรู้ประจำวัน
ควบคู่ไปกับกระบวนการดังกล่าว ฉันยังได้เชื่อมโยงกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ซึ่งเป็นผู้อพยพจากประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา และจีน พวกเราได้พบปะกันเป็นประจำ เพื่อร่วมกันออกแบบหลักสูตร เตรียมการสอน จัดทำสื่อการเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการสอน หลังจากผ่านการทดลองและปรับปรุงซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเราจึงค่อย ๆ ก่อรูปเป็นทีมส่งเสริมวัฒนธรรม “细说东南亚 (เล่าเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)” ที่มีผู้อพยพเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้วัฒนธรรมได้ถูกถ่ายทอดโดยผู้มีประสบการณ์ตรง และมีชีวิตอยู่ในทุกห้องเรียนและทุกการปฏิสัมพันธ์
เมื่อหลักสูตรในสถานศึกษามีความมั่นคงมากขึ้น พวกเราจึงนำกิจกรรมทางวัฒนธรรมออกไปสู่พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด และสมาคมพัฒนาชุมชน พร้อมออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครอบครัวและหลายช่วงวัย ต่อมา พวกเรายังได้รับเชิญให้เข้าไปสอนในรายวิชาศึกษาทั่วไปของมหาวิทยาลัย ซึ่งวิทยากรผู้อพยพได้ยืนอยู่หน้าชั้นเรียน เพื่อตอบคำถามของเยาวชนเกี่ยวกับการเคลื่อนย้าย อัตลักษณ์ และการใช้ชีวิตข้ามวัฒนธรรม
การปฏิบัติงานตลอดเส้นทางนี้ ทำให้พวกเรายิ่งมั่นใจถึงความจำเป็นของแพลตฟอร์มระยะยาว สำหรับการสะสมสื่อการเรียนรู้ การพัฒนาบุคลากรด้านการสอน และการเสริมสร้างความเชื่อมโยงกับชุมชนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดังนั้น พวกเราจึงเดินหน้าผลักดันงานในรูปแบบของสมาคมอย่างต่อเนื่อง และในช่วงปลายปี ค.ศ. 2025 พวกเราได้รวบรวมประสบการณ์การสอนและเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมของวิทยากรผู้อพยพ มาจัดทำเป็นคู่มือและสื่อการเรียนรู้ เพื่อให้ครูและนักเรียนจำนวนมากขึ้นสามารถนำไปใช้ได้
สำหรับฉันแล้ว สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงการจัดพิมพ์สื่อการสอนเท่านั้น แต่ยังเป็นกระบวนการของการร่วมเดินทางและการส่งต่อ วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลในประเทศใดประเทศหนึ่ง หากแต่เป็นชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นอยู่รอบตัวเรา การส่งเสริมวัฒนธรรมไม่มีจุดสิ้นสุด มีเพียงบทสนทนาที่ขยายต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และทุกครั้งที่เราเลือกจะรับฟังและทำความเข้าใจ ล้วนเป็นหลักฐานว่าวัฒนธรรมกำลังหยั่งรากอยู่ในชีวิตประจำวัน