ต้อกระจกเป็นโรคตาที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้สูงอายุ และเป็นสาเหตุหลักของการตาบอด แพทย์ระบุว่าต้อกระจกเกิดจากความขุ่นของเลนส์ตา และเมื่อลดทอนการมองเห็นจนกระทบต่อชีวิต จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยหลายรายอาจกลับมามีอาการตามัวหลังจากการผ่าตัด ทำให้เข้าใจผิดว่าต้อกระจกกลับมาอีกครั้ง แต่ในความเป็นจริงแล้วมักเป็นภาวะที่เรียกว่า "ต้อกระจกหลังผ่าตัด"
โรคเบาหวานสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพของหลอดเลือดในจอประสาทตา ทำให้จอประสาทตาขาดออกซิเจนและบวม (ภาพ/ Heho Health)
นายแพทย์จางเหยียนรุ่ย ผู้อำนวยการแผนกจักษุวิทยา โรงพยาบาลเทศบาลไทเป กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการตามัวหลังผ่าตัดต้อกระจก ได้แก่ ภาวะขุ่นของถุงหลังเลนส์ การเสื่อมของเลนส์เทียม เบาหวานขึ้นจอประสาทตา และโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะขุ่นของถุงหลังเลนส์ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุดหลังผ่าตัด ประมาณ 40% ของผู้ป่วยสูงวัยจะประสบกับภาวะนี้ภายใน 3-5 ปีหลังผ่าตัด และในกลุ่มผู้ป่วยอายุน้อยพบมากถึง 70%
ภาวะขุ่นของถุงหลังเลนส์เกิดจากเซลล์เส้นใยที่หลงเหลือหลังการผ่าตัดขยายตัวและเกิดพังผืด ส่งผลให้การมองเห็นไม่ชัดเจน หากเลนส์เทียมเกิดการกลายเป็นปูนหรือขุ่นมัวจากปัจจัยทางพันธุกรรม อาจต้องเปลี่ยนเลนส์ใหม่ นอกจากนี้ โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาหรือจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้การมองเห็นลดลงได้เช่นกัน
สาเหตุของการมองเห็นแย่ลงหลังการผ่าตัดต้อกระจกมีหลายประการ (ภาพ/ Heho Health)
นายแพทย์จางเหยียนรุ่ย เน้นย้ำว่าการตรวจติดตามหลังผ่าตัดเป็นสิ่งสำคัญ หากการมองเห็นยังคงพร่ามัว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและเข้ารับการรักษาโดยเร็ว ผู้ป่วยควรให้ความสำคัญกับการติดตามอาการหลังการผ่าตัด เพื่อคงไว้ซึ่งการมองเห็นที่ดีและป้องกันการสูญเสียการมองเห็นถาวร การรักษาอย่างทันท่วงทีและการดูแลอย่างเหมาะสมสามารถช่วยให้คุณภาพชีวิตหลังการผ่าตัดดีขึ้นได้
บทความนี้ได้รับอนุญาตจาก Heho Health