按下ENTER到主內容區
:::
:::
ข่าวทั่วไป

ผลักดันไทยสู่ Medical Hub ระดับโลก! ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเสนอรัฐปฏิรูประเบียบข้อบังคับ ชูแก้ปัญหาวีซ่า ระบบเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ และการอนุมัตินวัตกรรมทางการแพทย์

ผู้ร่วมประชุม Bangkok Business Summit 2026 ระบุว่า ไทยมีจุดแข็งด้านสุขภาพและการท่องเที่ยว แต่จำเป็นต้องปรับกฎวีซ่า ข้อมูลสุขภาพ และนวัตกรรมเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน  (ภาพจาก Rawpixel)
ผู้ร่วมประชุม Bangkok Business Summit 2026 ระบุว่า ไทยมีจุดแข็งด้านสุขภาพและการท่องเที่ยว แต่จำเป็นต้องปรับกฎวีซ่า ข้อมูลสุขภาพ และนวัตกรรมเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน (ภาพจาก Rawpixel)

ประเทศไทยมีเป้าหมายผลักดันตัวเองให้เป็นศูนย์กลางระดับโลกด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เวชศาสตร์ป้องกัน และบริการด้านอายุยืน แต่ผู้เชี่ยวชาญและภาคธุรกิจเห็นว่าอุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขาดบุคลากรหรือโครงสร้างพื้นฐาน หากแต่อยู่ที่กฎระเบียบที่ปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม

ในการประชุม Bangkok Business Summit 2026 ตัวแทนจากภาคการแพทย์ โรงแรม ประสาทวิทยาศาสตร์ และการออกแบบภูมิทัศน์เห็นตรงกันว่า ไทยมีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งบริการทางการแพทย์ การต้อนรับ อาหาร วัฒนธรรม สมุนไพรไทย และแหล่งท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม กฎด้านวีซ่า ข้อมูลสุขภาพ และนวัตกรรมทางการแพทย์บางประเภท ยังเป็นปัจจัยที่อาจจำกัดการเติบโตในระยะยาว

ที่ประชุมระบุว่า เศรษฐกิจเวลเนสทั่วโลกมีมูลค่าใกล้ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจเพิ่มเป็น 10 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปลายทศวรรษนี้

กลุ่มผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปจากเดิมที่เน้นผู้สูงอายุและผู้มีรายได้สูง ไปสู่คนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการนอน การจัดการความเครียด เวชศาสตร์ป้องกัน อายุยืน ไบโอแฮ็กกิง และข้อมูลสุขภาพเฉพาะบุคคลมากขึ้น

William E. Heinecke ผู้ก่อตั้งและประธาน Minor International กล่าวว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวไม่ได้มองเวลเนสเป็นเพียงบริการสปาเสริมในโรงแรมอีกต่อไป

นักท่องเที่ยวคาดหวังให้โรงแรมและรีสอร์ตดูแลเรื่องคุณภาพการนอน ความเครียด อายุยืน และสุขภาพโดยรวมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์หลัก

เขามองว่าไทยมีระบบนิเวศที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ทั้งโรงแรมคุณภาพสูง บริการทางการแพทย์ที่มีค่าใช้จ่ายแข่งขันได้ อาหารที่มีชื่อเสียง สมุนไพรไทย ตลอดจนการรักษาเสริม เช่น การฝังเข็มและการบำบัดด้วยความร้อน

นักท่องเที่ยวเวลเนสที่มาไทยยังพักเฉลี่ยประมาณ 10 วัน ซึ่งยาวกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป และถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพด้านการพำนักระยะยาว

อย่างไรก็ตาม Heinecke เห็นว่ากฎการพำนัก 30 วันอาจไม่เหมาะกับนักท่องเที่ยวทางการแพทย์ที่ต้องใช้เวลารักษาและพักฟื้นนานกว่า

เขาเสนอว่าแทนที่จะจำกัดระยะเวลาพำนัก รัฐบาลควรเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง การคัดกรองความปลอดภัย และการผ่านขั้นตอนในสนามบิน

เขายังเตือนว่าไทยกำลังเผชิญการแข่งขันจากมาเลเซียในด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยเฉพาะการรักษาที่เกี่ยวข้องกับสเต็มเซลล์

ตามมุมมองของเขา มาเลเซียมีกฎระเบียบที่ยืดหยุ่นกว่า ขณะที่กฎหมายของไทยยังมีความซับซ้อน ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ด้านการดูแลผู้สูงอายุ Heinecke ระบุว่าโครงสร้างครอบครัวไทยยังเข้มแข็ง ทำให้ตลาดแตกต่างจากประเทศตะวันตก

เขาเสนอว่าธุรกิจดูแลผู้สูงอายุควรออกแบบให้รองรับทั้งครอบครัวมากกว่าการแยกผู้สูงอายุออกจากสมาชิกคนอื่น และยังสามารถใช้ค่าครองชีพที่ค่อนข้างต่ำของไทยเป็นจุดดึงดูดผู้เกษียณจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ เขายังเสนอระบบจองคิวสำหรับแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีผู้มาเยือนหนาแน่น เช่น เกาะพีพีและอ่าวมาหยา เพื่อควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS กล่าวว่า ตลาดเวลเนสไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ “Silver Economy” หรือกลุ่มผู้สูงอายุอีกต่อไป

อายุเฉลี่ยของผู้ใช้บริการลดลง และคนทุกวัยให้ความสำคัญกับเวชศาสตร์ป้องกันและการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันมากขึ้น

ข้อมูลเฉพาะบุคคล เช่น พันธุกรรมและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ สามารถช่วยวางแผนสุขภาพระยะยาวได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของไทยคือยังไม่มีระบบที่เชื่อมบริการทางการแพทย์ อาหาร วิถีชีวิต นวัตกรรมวิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง

BDMS จึงเสนอแนวคิด “Wellness Sandbox” ในบางจังหวัด เพื่อเปิดให้ภาคเอกชนทดลองบริการและนวัตกรรมด้านเวลเนสที่กฎหมายปัจจุบันยังไม่ครอบคลุม ภายใต้เงื่อนไขควบคุมความเสี่ยง ก่อนพิจารณาขยายผล

ในด้านค่าใช้จ่ายดูแลผู้สูงอายุ พญ.ปรมาภรณ์ระบุว่า คำถามสำคัญยังคงเป็นว่า “ใครเป็นผู้จ่าย” เพราะบางประเทศมีระบบประกันเฉพาะสำหรับการดูแลระยะยาว ขณะที่ไทยยังไม่มีระบบที่เทียบเคียงกัน

เธอยังกล่าวว่า บุคลากรทางการแพทย์เริ่มเปิดรับปัญญาประดิษฐ์สำหรับงานเฉพาะด้านมากขึ้น เพื่อลดความผิดพลาดและเพิ่มความรวดเร็ว แต่จำเป็นต้องมีการกำกับดูแลที่ชัดเจน เนื่องจากข้อมูลสุขภาพมีความอ่อนไหวสูง

นายธัชพล สุนทราจารย์ นักออกแบบภูมิทัศน์ เห็นว่าการออกแบบเพื่อสุขภาวะไม่ควรหมายถึงเพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ควรใช้ธรรมชาติเพื่อสนับสนุนสุขภาพกายและใจโดยตรง

ตัวอย่าง ได้แก่ การใช้ร่มเงาต้นไม้ช่วยลดความร้อน การจัดการทิศทางลม เสียงน้ำ ทางเดินยกระดับ และสวนประสาทสัมผัส

เขายังเน้นความสำคัญของเรื่องราวทางวัฒนธรรมและความทรงจำในพื้นที่ โดยเห็นว่าสถานที่ที่ดึงดูดให้คนกลับมาไม่ใช่เพียงพื้นที่ที่ถ่ายภาพสวย แต่ต้องให้ความรู้สึกปลอดภัย สบาย และเป็นมิตรด้วย

Sophie Hascher ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา กล่าวว่า นักท่องเที่ยวระดับพรีเมียมดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง และเดินทางเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจมากขึ้น

ความสนใจหลัก ได้แก่ คุณภาพการนอน สมรรถนะทางความคิด การจัดการความเครียด และความกังวลเกี่ยวกับภาวะถดถอยทางการรับรู้

เธอเสนอให้โรงแรมและสถานบริการเวลเนสนำหลักประสาทวิทยามาใช้ตั้งแต่แสงก่อนนอน อุณหภูมิห้อง พื้นที่สีเขียว ไปจนถึงเขตปลอดโทรศัพท์

อย่างไรก็ตาม Hascher เตือนว่ากฎเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพที่เก็บในสปาและโรงแรมเวลเนสยังไม่ชัดเจน และการเก็บข้อมูลระยะยาวควรตั้งอยู่บนความไว้วางใจ ไม่ควรถูกนำไปใช้เพื่อการตลาดเฉพาะบุคคลโดยอัตโนมัติ

ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า เวลเนสกำลังเปลี่ยนจากบริการเสริมมาเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวันและการเดินทาง โดยเชื่อมโยงการแพทย์ โรงแรม การออกแบบ ประสาทวิทยาศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์ และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน

หากไทยสามารถปฏิรูปกฎระเบียบ เชื่อมจุดแข็งที่มีอยู่ และพัฒนาบุคลากรสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงและพำนักนาน ก็ยังมีโอกาสรักษาความเป็นผู้นำด้านเวลเนสและอายุยืนในระดับโลก

ข่าวเด่นประเด็นร้อน

回到頁首
Loading