ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญหาเด็กและวัยรุ่นติดเกมออนไลน์ทวีความรุนแรงมากขึ้น องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้ &ldquoภาวะติดเกมออนไลน์&rdquo เป็นโรคทางจิตเวชตั้งแต่ปี 2018 สำนักงานสาธารณสุขกรุงเทพมหานครเตือนว่า หากเด็กมีพฤติกรรมการเล่นเกมที่ควบคุมไม่ได้ จนส่งผลต่อการใช้ชีวิตและปฏิสัมพันธ์ ควรระวังว่าอาจเข้าข่ายติดเกม ควรรีบขอความช่วยเหลือ 
จากการสำรวจโดยสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติที่ใช้แบบวัดการติดเกมตามมาตรฐานสากล พบว่าในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทย 8,110 คน มีอัตราการติดเกม 3.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศตะวันตก (1%) ดร.หลิน หยูเสวียน จิตแพทย์จากโรงพยาบาลแห่งชาติไต้หวันชี้ว่า การวินิจฉัยไม่ได้พิจารณาแค่ระยะเวลาเล่นเกม แต่ดูว่าเกมส่งผลต่อชีวิตประจำวันหรือไม่ 
WHO ระบุว่า การติดเกมมี 3 ลักษณะสำคัญ: 
- มีความต้องการเล่นเกมอย่างควบคุมไม่ได้ 
- ให้ความสำคัญกับเกมมากกว่ากิจวัตรอื่น ๆ 
- แม้รู้ว่าเกมกระทบสุขภาพ ครอบครัว หรือการเรียน แต่ยังเล่นต่อ 
หากมีพฤติกรรมดังกล่าวต่อเนื่องนาน 12 เดือน อาจเข้าข่ายติดเกม 
ดร.หลินเสริมว่า เด็กที่หมกมุ่นกับเกมมักมีปัญหาที่ไม่ได้รับการเติมเต็มในชีวิตจริง เช่น ความตึงเครียดในครอบครัวหรือความล้มเหลวทางการเรียน แนะนำผู้ปกครองไม่ควรใช้เพียงการจำกัดเวลา แต่ควรเสริมประสบการณ์ที่ดีในชีวิตจริงให้เด็ก 
ด้าน ดร.พัน จวิ้นหง ผู้อำนวยการแผนกจิตเวช โรงพยาบาลซงเต๋อ ระบุว่าผู้ป่วยติดเกมมักมีอาการสมาธิสั้น ซึมเศร้า และวิตกกังวล หากผู้ปกครองตัดอินเทอร์เน็ตกะทันหัน อาจเกิดความขัดแย้งหรือความรุนแรง แนะนำให้ควบคุมอารมณ์ และขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ 
โรงพยาบาลมีคลินิกเฉพาะสำหรับประเมินและรักษาเด็กติดเกม และการพบแพทย์ไม่ใช่การตีตรา แต่เป็นโอกาสในการฟื้นฟูชีวิตครอบครัว 
สำนักงานสาธารณสุขกรุงเทพฯ แนะผู้ปกครองสังเกตพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของลูก พร้อมส่งเสริมการพูดคุยอย่างเข้าใจ สามารถใช้เครื่องมือประเมินตนเองได้ที่ https://mental-health.gov.taipei/ หรือสายด่วน (02) 3393-7885
คิวอาร์โค้ดของศูนย์สุขภาพจิตชุมชน (ภาพจากเว็บไซต์รัฐบาลนครไทเป)