สำนักงานป้องกันการฉ้อโกง สำนักงานตำรวจนคร New Taipei ระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลโกงมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว รูปแบบหลอกลวงแบบดั้งเดิม เช่น “การลงทุนปลอม” หรือ “แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ–อัยการ” ได้ถูกผสมผสานร่วมกับเทคนิคใหม่ ๆ โดยใช้ eSIM หรือ SIM การ์ด เพื่อก่ออาชญากรรมรูปแบบใหม่ ทำให้มิจฉาชีพสามารถควบคุมบัญชีของเหยื่อและโอนเงินได้อย่างแนบเนียนมากขึ้น
ตำรวจเตือนว่า หมายเลขโทรศัพท์ถือเป็น “อัตลักษณ์ดิจิทัลส่วนบุคคล” ห้ามส่งมอบ ฝากส่ง หรือโอนให้ผู้อื่นโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นอาจกลายเป็นเครื่องมือของขบวนการมิจฉาชีพได้
รูปแบบหลอกลวงใหม่ที่ถูกเปิดเผย
จากการวิเคราะห์ของตำรวจ พบว่ามิจฉาชีพมักอ้างเรื่องการลงทุนหรือเงินกู้เพื่อหลอกล่อเหยื่อ:
- การลงทุนปลอมผสม SIM ควบคุมเครื่อง: มีผู้เสียหายกดลิงก์จากโซเชียลและเข้าเว็บไซต์ปลอม สุดท้ายถูกหลอกให้ส่ง SIM การ์ดและบัตร ATM ทำให้สูญเงินนับล้านดอลลาร์ไต้หวัน
- กู้เงินปลอมร่วมกับการสมัคร eSIM: เหยื่อทำตามคำสั่งเดินทางไปยังศูนย์บริการโทรคมนาคมเพื่อสมัคร eSIM หลายชุด ส่งสำเนาบัตรประชาชนและ QR Code ให้คนร้าย ทำให้หมายเลขถูกนำไปใช้เป็นเบอร์หลอกลวง
ตำรวจยังตรวจพบ นามบัตรปลอม, SIM การ์ดจำนวนมาก และเอกสารสมัครปลอม คาดว่ามิจฉาชีพใช้ผลิต “หมายเลขโทรศัพท์นอมินี” เพื่อก่ออาชญากรรมในวงกว้าง
(ภาพ/จัดทำโดย Canva)
4 ข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันการถูกหลอก
ตำรวจนคร New Taipei ขอให้ประชาชนระมัดระวังและปฏิบัติตามหลักการดังต่อไปนี้:
- ห้ามให้ผู้อื่นยืมหมายเลขโทรศัพท์: ทั้ง eSIM และ SIM เป็นข้อมูลระบุตัวตน ห้ามส่งมอบโดยเด็ดขาด
- ระวังคำโปรยอันตราย: เช่น “กำไรแน่นอน”, “ผลตอบแทนสูง”, หรือ “ตรวจสอบบัญชี”
- ปฏิเสธคำขอที่ผิดปกติ: ห้ามส่งบัตร SIM, โทรศัพท์ หรือ QR Code
- ตรวจสอบทันที: หากสงสัยว่าโดนหลอก ให้โทรสายด่วน 165 หรือแจ้งตำรวจ
ข้อกฎหมายและคำเตือน
ตามกฎหมายป้องกันอาชญากรรมฉ้อโกง ผู้ให้บริการโทรคมนาคมต้องตรวจสอบข้อมูลผู้สมัครก่อนเปิดบริการ มิฉะนั้นอาจถูกปรับสูงสุด 2 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน
ตำรวจเตือนว่า การให้ยืม ขาย หรือโอน eSIM/SIM แก่ผู้อื่น อาจเข้าข่าย “สนับสนุนการฉ้อโกง” และต้องรับผิดทางกฎหมาย