สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) แสดงความกังวลต่อผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานปรับตัวสูงขึ้น พร้อมสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการดำเนินงานของสายการบินทั่วโลก
นายวิลลี วอลช์ (Willie Walsh) ผู้อำนวยการใหญ่ของ IATA กล่าวระหว่างการประชุมประจำปีขององค์กรที่นครรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2026 ว่า อุตสาหกรรมการบินกำลังเผชิญความท้าทายจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเส้นทางบินในบางพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ
เขาระบุว่า การหลีกเลี่ยงเส้นทางบินในพื้นที่เสี่ยงทำให้สายการบินต้องใช้ระยะเวลาเดินทางนานขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อผลประกอบการของสายการบินในระยะต่อไป
IATA มองว่า สายการบินต้นทุนต่ำอาจได้รับผลกระทบมากกว่าสายการบินแบบเต็มรูปแบบ เนื่องจากมีแหล่งรายได้เสริมน้อยกว่า เช่น ห้องโดยสารพรีเมียม โปรแกรมสะสมคะแนน หรือกลุ่มลูกค้าระดับสูง
นายวอลช์กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มสะท้อนให้เห็นในอุตสาหกรรมแล้ว โดยสายการบินต้นทุนต่ำบางแห่งประสบปัญหาทางการเงิน และอาจมีผู้ประกอบการรายอื่นที่เผชิญความยากลำบากหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
เขาคาดว่าในช่วงปีนี้และปีหน้า อาจมีการควบรวมกิจการ การเข้าซื้อกิจการ หรือการปรับโครงสร้างธุรกิจของสายการบินเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการแข่งขันและลดต้นทุนการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม IATA ยืนยันว่า โมเดลธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำยังคงมีศักยภาพ โดยเฉพาะในยุโรปที่หลายสายการบินยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เช่น Ryanair ซึ่งยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ดี
สำหรับกระแสข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส (United Airlines) จะเข้าซื้อกิจการอเมริกัน แอร์ไลน์ส (American Airlines) นายวอลช์มองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากต้องเผชิญข้อจำกัดและกระบวนการกำกับดูแลที่เข้มงวด
นอกจากนี้ ศูนย์กลางการบินสำคัญในตะวันออกกลาง เช่น ดูไบ โดฮา และอาบูดาบี ยังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเส้นทางบิน ส่งผลต่อสายการบินรายใหญ่ของภูมิภาค ได้แก่ Emirates, Qatar Airways และ Etihad Airways