ในช่วงที่ผ่านมา ยังคงพบการหลอกลวงที่แอบอ้างชื่อหน่วยงานของรัฐ คณะกรรมการกำกับดูแลทางการเงินระบุว่า รูปแบบการหลอกลวงดังกล่าวแบ่งออกเป็นสองลักษณะหลัก คือ “การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ” และ “การปลอมแปลงเอกสารของหน่วยงานรัฐ” เพื่อหลอกให้ประชาชนร่วมดำเนินการแก้ไขปัญหาบัญชีทางการเงินหรือชำระเงิน คณะกรรมการย้ำว่า เพียงจดจำหลัก “สามไม่” ก็สามารถป้องกันและปฏิเสธการฉ้อโกงได้
คณะกรรมการกำกับดูแลทางการเงินระบุว่า ประการแรก คณะกรรมการและสำนักงานธนาคารจะไม่ติดต่อประชาชนล่วงหน้าผ่านทางโทรศัพท์ ข้อความ อีเมล หรือแอปพลิเคชันสื่อสารใด ๆ เพื่อช่วยตรวจสอบหรือจัดการบัญชีหรือธุรกรรมทางการเงิน ประการที่สอง จะไม่ควบคุมหรืออายัดบัญชีทางการเงินของประชาชน และจะไม่ขอข้อมูลบัตรธนาคาร สมุดบัญชี รหัสผ่าน หรือข้อมูลส่วนบุคคล ประการที่สาม จะไม่อ้างการสอบสวนคดี เช่น การฟอกเงิน การสนับสนุนการก่อการร้าย การโอนเงินผิดกฎหมาย หรือการซื้อขายข้อมูลภายใน เพื่อเรียกเก็บเงินในชื่อเงินประกัน เงินยึด เงินควบคุมความเสี่ยง เงินยืนยัน หรือเงินคงค้างใด ๆ
เพื่อป้องกันการไหลเวียนของเงินจากการฉ้อโกง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คณะกรรมการกำกับดูแลทางการเงินได้กำกับดูแลสถาบันการเงินให้ดำเนินมาตรการดูแลและสอบถามลูกค้าที่เคาน์เตอร์อย่างต่อเนื่อง สถิติระบุว่า ในปี 2023 สามารถสกัดกั้นได้ 11,300 กรณี คิดเป็นมูลค่าเกือบ 7.6 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน ปี 2024 สกัดกั้นได้ 13,580 กรณี มูลค่าเกือบ 10.2 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน และตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน ปี 2025 สกัดกั้นได้ 13,237 กรณี มูลค่าเกิน 10.4 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน รวมตั้งแต่ปี 2023 ถึงพฤศจิกายน ปี 2025 มูลค่าการสกัดกั้นเกือบ 28.2 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน
นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมยังเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์เพื่อเตือนประชาชนให้ยึดหลัก “ถามให้มาก ตรวจสอบให้มาก และยืนยันให้ชัดเจน” และ “ไม่เชื่อ ไม่ตอบ ไม่โอนเงิน” หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอให้ประชาชน หากได้รับโทรศัพท์ ข้อความ หรือข้อมูลออนไลน์ที่น่าสงสัย สามารถแจ้งตำรวจหรือโทรสายด่วนป้องกันการฉ้อโกง 165 เพื่อขอความช่วยเหลือ และหลีกเลี่ยงการถอนเงิน โอนเงิน หรือให้ข้อมูลบัญชีตามคำสั่งของผู้อื่น เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินของตนเอง