To the central content area :::
名人專欄-內頁
::: To the bottom Area

ไม่ต้องเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบเต็ม 100 แต่แค่ช่วยลูกค้นหาความฝันของเขา

2020-08-18 16:50:00

Kenny และคุณพ่อสัมผัสการทำผ้าบาติกของอินโดนิเซียเป็นครั้งแรก

ฉันชื่อฟง เหยี่ยนหนี๋ (馮燕妮) เกิดที่ประเทศอินโดนิเซีย (จังหวัดกาลิมันตันเหนือ) เมืองทารากัน (Tarakan) ฉันต้องเผชิญกับการทดสอบในการปรับตัวทางวัฒนธรรมอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เรียนที่อินโดนิเซีย จนกระทั่งมาเรียนต่อที่ไต้หวัน ทำงานในองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลางของไต้หวัน และแต่งงานมีลูก โดยเรื่องราวเริ่มต้นจากเมื่อตอนที่ฉันเรียนอยู่ที่อินโดนีเซีย ซึ่งการที่จะเป็นคนอินโดนิเซียก็จะต้องเลือกความเชื่อทางศาสนา บนบัตรประจำตัวประชาชนของอินโดนีเซียจะมีช่องระบุศาสนา (agama) โดยรัฐบาลได้กำหนดศาสนาทั้งหมดออกเป็น 6 ศาสนา (มุสลิม คริสต์ คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ฮินดู พุทธ และขงจื๊อ) และมีรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิของพลเมืองในการเลือกความเชื่อทางศาสนาของตนอย่างเสรี ความคิดของชาวอินโดนีเซียมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความเชื่อทางศาสนา เช่น มีหลักสูตรการสอนด้านศาสนาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยขึ้นไป ซึ่งแตกต่างจากสภาพแวดล้อมทางการศึกษาของไต้หวันมาก ตั้งแต่ชั้นอนุบาลฉันได้เรียนวิชาศาสนาอิสลามเป็นครั้งแรก ต่อมาฉันได้เข้าเรียนที่โรงเรียนประถมของรัฐมีเพื่อนร่วมชั้นชาวมุสลิมประมาณ 40 คน ครอบครัวของฉันก็ได้ให้ฉันเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ฉันจึงต้องถือหนังสือออกจากห้องเรียนพร้อมกับเพื่อนร่วมชั้นอีก 4 คน และรอแยกไปเรียนวิชาพระพุทธศาสนาในอีกช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งทำให้ฉันจำได้ไม่ลืม ทำให้ตอนนั้นฉันตระหนักว่าสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยของฉันเต็มไปด้วยศาสนาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย

เมื่อถึงช่วงมัธยมศึกษาตอนต้น คุณพ่อคุณแม่ก็ได้ให้ฉันเข้าเรียนที่โรงเรียนคาทอลิก พวกเขาคิดว่าโรงเรียนที่มีแม่ชีและนักบวชจะมีระเบียบวินัยที่เคร่งครัดมาก เพื่อป้องกันไม่ให้ฉันเกเรในช่วงวัยรุ่น ทุกวันศุกร์เราจะนมัสการในช่วงเลิกเรียนและในโรงเรียนของเรามีโบสถ์ด้วย ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ฉันรู้สึกกดดันมากเพราะฉันต้องเผชิญกับศาสนาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันและต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมชั้นขึ้นใหม่ซึ่งมีพื้นฐานที่แตกต่างกัน ฉันมักจะได้ยินบรรยากาศของการกลั่นแกล้งและการแข่งขันกันในหมู่เพื่อนอยู่เสมอ หลังจากจบการศึกษาระดับมัธยมตอนต้น ฉันก็ได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายเทศบาลสุราบายาที่เมืองสุราบายาซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอินโดนีเซียและอยู่ห่างจากที่เดิมมาก โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนคริสต์ คุณนึกภาพออกหรือไม่ว่าฉันต้องเผชิญกับบรรยากาศโรงเรียนที่แตกต่างระหว่างในเมืองและชนบท และจะเข้ากับนักเรียนที่มีพื้นฐานครอบครัวที่แตกต่างกันจากในจังหวัดต่างๆ ได้อย่างไร?

เมื่อมองย้อนกลับไปในการเติบโตของฉัน ก็จะเห็นว่าฉันเปลี่ยนแวดวงของเพื่อน สภาพแวดล้อม ศาสนาและวัฒนธรรมอยู่ตลอดเวลา ฉันเดินทางมาถึงปัจจุบันได้อย่างไร?

ระหว่างทางฉันต้องเผชิญกับการปฏิเสธจากเพื่อนร่วมชั้นหลายครั้ง ความยากลำบากในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมจนทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเอง ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้บังคับให้ฉันหาทางค้นหาคำตอบของชีวิต จนฉันพบว่า "อ๊ะ! คำตอบอยู่ในหนังสือและผู้อาวุโสที่เคารพ ซึ่งจะดีมากถ้าได้รู้เร็วกว่านี้? ดังนั้นฉันจึงถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตและการเติบโตของตนเองไปสู่ลูก เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้นและมีความสงบในจิตใจ ฉันคิดว่า "การทำสิ่งที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม" เป็นสิ่งสำคัญมาก ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ฉันได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกจนโตและคิดย้อนไปถึงประสบการณ์การเติบโตของตนเอง

ฉันได้สรุปความสามารถบางประการที่ต้องปลูกฝังเด็ก ๆ: 1. ความสามารถในการจัดการอารมณ์: ให้เด็กรู้ว่ามีอารมณ์แบบไหนบ้างและปล่อยให้เขาโกรธ แต่ไม่ทำพฤติกรรมที่ทำร้ายตัวเองและผู้อื่น การรับรู้อารมณ์ของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะจะทำให้สามารถมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีได้

2. ความสามารถหลายภาษา: ภาษาเป็นกุญแจสำคัญในการไขความรู้และเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน พอนึกย้อนกลับไปฉันสามารถเป็นวิทยากรภาษาอินโดนีเซียให้กับกระทรวงศึกษาธิการเพื่อฝึกอบรมบุคลากรสนับสนุนการสอนภาษาและมีส่วนร่วมในการเขียนหนังสือเรียนภาษาอินโดนีเซียหลักสูตรใหม่ปี 2019 ของไต้หวัน เนื่องจากฉันมีความสามารถทั้งภาษาอินโดนีเซียและภาษาจีนจึงสามารถทำงานที่สำคัญได้ ตอนที่ท้อง ฉันให้ Kenny(ลูกของฉัน)ฟังเพลงภาษาอินโดนิเซีย อังกฤษ และจีน ตอนนี้ Kenny อายุได้ 3 ขวบแล้ว บางทีก็จะร้องเพลงเด็กภาษาอินโดนิเซีย อังกฤษ ไต้หวัน และจีน ทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก ตอนที่ Kenny ยังพูดไม่ได้ ก็ได้พูดกับเขาเป็นภาษาอินโดนิเซีย จนกระทั่งKenny ค่อยๆ พูดภาษาอินโดนีเซียได้ 2-3 คำ และฮัมเพลงภาษาอินโดนิเซียก็ทำให้ฉันรู้สึกถึงความสำเร็จ ฉันตระหนักดีว่า "การหมั่นทำในสิ่งที่ถูกต้องและอดทนรอเป็นสิ่งสำคัญมาก"

ฟง เหยี่ยนหนี๋และ Kenny ลูกชายวัย 3 ขวบ

3. การให้เด็กได้ลงมือสัมผัสประสบการณ์จริงมากขึ้นจะช่วยเพิ่มพูนความรู้ที่เรียนรู้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพิ่มความสุขในการเรียนรู้ ค้นพบความสนใจของเขา และกระตุ้นความคิดเชิงรุกเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหาต่างๆ เช่นเดียวกับวิธีการเรียนการสอนหลักสูตรภาษาปี 2019 ของไต้หวันก็ควรเป็นเช่นนั้น "ความรู้ที่เรียนในโรงเรียนจะช่วยให้เราแก้ปัญหาในชีวิตได้" จุดประสงค์การเรียนรู้ควรอยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่ได้เรียนรู้ (ที่บ้าน โรงเรียน และสังคม) ทักษะ (การนำความรู้ไปใช้ในชีวิต) ทัศนคติ (ใช้ความรู้และความสามารถที่ได้เรียนมาเพื่อเป็นพลเมืองที่มีคุณธรรมในสังคม)

ในอนาคตเด็ก ๆ ยังต้องได้รับการปลูกฝังความฉลาดทางวัฒนธรรม (CQ) ซึ่งก็คือความสามารถในการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมต่างๆ นอกเหนือจากการสอนให้เด็กรู้จักอารมณ์ของตนเองแล้ว พวกเขายังมีความสามารถในการอยู่ร่วมกับความเครียดและมีความยืดหยุ่นเมื่อเผชิญกับความล้มเหลว เราต้องแบ่งปันการค้นหาความหมายของชีวิตกับลูก ๆ ของเราต่อไปและเข้าใจว่าทุกขั้นตอนของการเรียนรู้มีไว้เพื่อความฝัน และท้ายสุดนี้ ฉันจะมอบแนวคิดที่ฉันได้เรียนรู้เมื่อเร็ว ๆ นี้ให้ทุกคนว่า “ความสุขเกิดจาก การเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียว และพูดคุยกับหัวใจของคุณ รวมทั้งทำความรู้จักกับเพื่อนที่มีภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเพื่อเปิดโลกทัศน์ แล้วหัวใจของคุณก็จะเบิกบาน”

ผู้เขียน/ ฟง เหยี่ยนหนี๋ 

 

Top