To the central content area :::
名人專欄-內頁
::: To the bottom Area

เรื่องราวของแรงงานข้ามชาติก่อนและหลังมาไต้หวัน

2020-02-24 15:40:00

ไข่ตี้ (นามแฝง) ผู้อนุบาลข้ามชาติชาวอินโดนิเซียกำลังเรียนภาษาจีน

ฉันได้เห็นการย้ายถิ่นฐานหลายรูปแบบ วิธีการรักครอบครัวและรักตนเองจากผู้อนุบาลต่างชาติหลายคน วันนี้ฉันจะพูดเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติท่านหนึ่งที่เป็นนักเรียนในคลาสสอนภาษาจีนสำหรับแรงงานข้ามชาติของฉัน

เธอชื่อไข่ตี้ (นามแฝง) ปีนี้อายุ 30 ปี ปัจจุบันทำงานอยู่ที่เขตหนานตุ๋น นครไถจง ดูแลคุณยายที่มีภาวะสมองเสื่อมตั้งแต่ปี 2010 จนถึงตอนนี้ นายจ้าง คุณยายผู้ได้รับการดูแล และไข่ตี้ได้พัฒนาความสัมพันธ์จนเหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงครอบครัวของนายจ้างไม่มีเวลาอยู่กับเธอมากนัก เธอจึงเป็นผู้ดูแลคุณยายเกือบทุกอย่างด้วยตัวเอง และพาไปในทุกที่ที่เธอไป จนทำให้ทักษะการดูแลผู้ป่วยของเธอค่อยๆ พัฒนาขึ้นจนได้รับการไว้วางใจ ทุกครั้งที่เราคุยกันถึงเรื่องนี้เราก็จะหัวเราะออกมาแบบเจื่อนๆ

ในปี 2009 ไข่ตี้อายุ 21 ปี แต่งงานมาได้ 3 ปี เธอเป็นคนที่ชอบเรียนหนังสือมาก และแม้ว่าจะจบการศึกษาแค่ระดับมัธยมศึกษา แต่ก็ได้เป็นครูสอนในโรงเรียนประถมโดยการแนะนำจากอาจารย์ในโรงเรียน แต่เงินเดือนที่ได้รับเทียบเป็นเงินไต้หวันอยู่ที่ประมาณ 1,000 เหรียญเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับครอบครัว ดังนั้นเธอจึงไปทำงานพิเศษที่ร้านขายโทรศัพท์มือถือด้วย เธอแต่งงานปีแรกก็มีลูกเลย ดังนั้นในแต่ละเดือนต้องใช้จ่ายไปกับลูกเป็นเงินไต้หวันประมาณ 3000-5,000 เหรียญ และทั้งครอบครัวก็จะมีรายจ่ายประมาณ 10,000 เหรียญ แล้วสามีหล่ะ? ในเวลานั้นสามีไม่ได้ให้ความสำคัญกับเธอและลูกเลย สามีของเธอไม่ได้ตั้งใจทำงานด้านการเกษตรเลย สิ่งที่ทำให้ไข่ตี้รู้สึกเจ็บปวดคือ พ่อของเธอรักเธอมาก และมักจะแอบให้เงินช่วยเหลือเธอ พ่อมักจะพูดว่าไม่เป็นไร ทุกๆ วันก็ต้องออกไปขายขนมเต็มเปที่ตลาด ในเวลานั้นไข่ตี้จึงคิดจะไปทำงานต่างประเทศเหมือนพี่สาวของเธอ! ไม่อยากเอาเงินจากพ่ออีกแล้ว!

พี่สาวของไข่ตี้เคยทำงานที่สิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งในสมัยก่อนพี่สาวของเธอไม่สามารถโทรหาที่บ้านได้บ่อยครั้ง แต่ที่บ้านจะได้รับรูปถ่ายที่พี่สาวส่งมาจากต่างประเทศ พอได้ดูรูปทั้งหมดก็พบว่าเป็นรูปที่ไปท่องเที่ยว ไข่ตี้ที่คิดอยากจะไปทำงานที่ฮ่องกงรู้สึกว่าจริงๆ แล้วทำงานที่ฮ่องกงหยุดบ่อย ถ้าเธอจะไปทำงานที่ต่างประเทศ จะไม่เลือกไปฮ่องกงแน่ๆ เธออย่างตั้งใจทำงานเก็บเงิน! การมาทำงานต่างประเทศต้องผ่านบริษัท PJTKI/ PPTKIS (บริษัทนายหน้าจัดหางานที่มีใบอนุญาติแห่งชาติ) ไข่ตี้ไม่ได้ถามพี่สาวหรือเพื่อนๆ แต่เธอเลือกที่จะถามพระอัลเลาะห์ ตอนนั้นเธอสวดมนต์อ้อนวอนต่อพระอัลเลาะห์ทุกวัน ขอให้เจอบริษัทนายหน้าจัดหางานที่ดี ซึ่งดูเหมือนพระอัลเลาะห์จะได้ยินสิ่งที่เธออธิษฐาน!มีอยู่คืนหนึ่งเธอฝันถึงบริษัทหนึ่ง และเห็นที่อยู่ชัดเจนมาก ซึ่งบริษัทนั้นตั้งอยู่ในเขตเมืองบ้านเกิดของเธอ จนในวันรุ่งขึ้นเธอก็ได้ออกไปตามหาและก็พบจริงๆ!

ไข่ตี้ได้เตรียมรูปถ่าย สำเนาทะเบียนครอบครัว (ภาษาอินโดนิเซีย :Kartu Keluarga คล้ายๆ ทะเบียนบ้าน) ไปที่สถานีตำรวจเพื่อขอหนังสือรับรองความประพฤติ (SKKB) และใบรับรองการสำเร็จการศึกษาระดับชั้นใดก็ได้ พร้อมจ่ายค่าธรรมเนียมให้บริษัทนายหน้าจัดหางาน 5,000 เหรียญไต้หวัน หลังจากนั้นไข่ตี้ก็ถูกพาไปที่หอพักของบริษัทนายหน้าจัดหางานในเมืองมาลัง จังหวัดชวาตะวันออก และถึงที่นั่นในวันที่ 16 ก.ย. หลังจากนั้นประมาณ 2 อาทิตย์ ก็ได้รับแจ้งว่ามีตำแหน่งงานที่ไต้หวันแล้ว!อย่างไรก็ตาม เธอก็ไม่ได้ถูกกำหนดให้บินไปไต้หวันทันที แต่อยู่ที่นั่นจนถึงเดือนมกราคมของปีถัดไป ว่าแต่เธอทำอะไรในช่วงเวลาที่ต้องรอหลายเดือน?เธอต้องเข้าเรียน เวลา 9.00-12.00 เรียนภาษาจีน 13.00-16.00 น.ก็เรียนภาษาจีน และมีการเรียนรู้ทางด้านเทคนิคต่างๆ เช่น การทำอาหาร การอาบน้ำให้ผู้สูงอายุ การวัดความดัน การดูดเสมหะ ในตอนนั้นเธอใจร้อนอย่ากจะเริ่มทำงานเก็บเงินเร็วๆ จึงรู้สึกว่าเวลาเรียนนั้นนานมาก อยากรีบมาไต้หวันเร็วๆ ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้เพียงพอหรือไม่

ก่อนที่จะมาไต้หวัน ไข่ตี้ต้องผ่านการสอบก่อน เธอจำได้ว่าห้องเรียนขนาดใหญ่แบ่งออกเป็นสี่ส่วน แต่ละส่วนมีครูผู้คุม 3 คน สำหรับส่วนแรกนั้นเป็นการทดสอบเกี่ยวกับงานบ้าน ซึ่งมีการสอบการเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและล้างห้องน้ำจริง ๆ ส่วนที่สองเป็นการสอบการดูแลของผู้อนุบาล โดยมีคู่สอบรับหน้าที่เป็นผู้ได้รับการดูแล ส่วนผู้สอบก็ต้องทำการสอบการเข็นรถวีลแชร์ สำหรับส่วนที่สามเป็นการทำอาหาร ผู้สอบที่จะเดินทางไปประเทศที่ต่างกันก็จะได้รับมอบหมายให้ทำอาหารที่แตกต่างกัน เธอจำได้ว่าผู้ที่จะไปฮ่องกงได้รับมอบหมายให้ทำผัดบะหมี่กวางตุ้ง และถ้ามาไต้หวันก็ได้รับมอบหมายให้ทำซานเปยจี และส่วนสุดท้ายคือการสัมภาษณ์ ซึ่งแค่ท่องจำและแนะนำตัวเองเป็นภาษาไต้หวัน การสอบทั้งหมดใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง ในตอนนนั้นไขตี้อยากที่จะรีบมาไต้หวันเร็วๆ หลังจากมาทำงานที่ไต้หวันแล้ว ไข่ตี้แทบไม่ต้องใช้ประสบการณ์การทำงานแบบมืออาชีพขนาดนั้นเลย เพียงแต่เต็มใจรับความยากลำบากและยืนหยัดอย่างขยันขันแข็งก็พอ

เธอถูกส่งไปทำงานในบ้านไร่แห่งหนึ่งในฮวาเหลี๋ยน และทุกวันก็ไม่ต้องดูแลผู้สูงอายุ แต่เธอต้องทำไร่นาร่วมกับผู้ที่ได้รับการดูแลในนาม เธอไม่ได้คาดหวังที่จะทำงานประเภทนี้เลย ตลอดระยะเวลาสามปีที่ฮัวเหลียน เธอไม่เคยหยุดพักเลย ไม่ได้ทำความรู้จักกับสังคมของไต้หวัน และไม่ได้ฝึกฝนภาษาจีนกับครอบครัวของนายจ้างเลย มีเพียงความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานกับนายจ้างเท่านั้น ตลอดระยะเวลา 3 ปี เงินเดือนของเธออยู่ที่ 15,840 เหรียญไต้หวัน แต่เธอจะถูกหักโดยตรงจากนายหน้าจัดหางานประมาณ 9,000 เหรียญต่อเดือนเป็นเวลา 12 เดือนติดต่อกัน เนื่องจากเธอไม่ได้หยุดพักผ่อนดังนั้นเธอจึงไม่ได้เห็นเงินเดือนที่แท้จริงของเธอมากนัก แต่รู้สึกว่าอย่างน้อยเธอก็ได้เก็บเงินก่อนที่จะกลับไปอินโดนีเซีย

จากเดิมที่อยากทำงานหาเงินอย่างเดียว ตอนนี้ความสนใจและความคิดของเธอมีการเปลี่ยนแปลงไปจากการทำงานเป็นผู้อนุบาล เธอนึกถึงช่วงเวลาหลังจากที่เธอต่อสัญญางานครั้งที่ 3 ที่ได้ดูแลคุณยายภาวะสมองเสื่อมที่เขตหนานถุ๋นเป็นครั้งแรก เธอแค่รู้สึกว่าทำไมคุณยายถึงมีความเขินอายและไม่มีความมั่นใจ เธอต้องการให้เธอกลับมาสวยอีกครั้ง จึงได้แต่งหน้าให้คุณยายและพยายามให้เธอได้สวมเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใสทุกวัน ส่วนทักษะการดูแลผู้สูงอายุที่เธอลืมไปแล้วก็ค่อยๆ ถามแพทย์ที่โรงพยาบาล และเธอพึ่งมาตระหนักถึงความจำเป็นในการพักผ่อนและการศึกษา ซึ่งตอนนี้เธอชอบพาคุณยายไปเรียนภาษาจีน และเรียนแต่งหน้าด้วยกัน นอกจากนี้ ยังใช้เวลาการทำงานที่เหลือในการสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในไต้หวัน นายจ้างของเธอได้ต่ออายุการจ้างงานเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ซึ่งจะหมดอายุในปี 2022 ซึ่งก็จะครบ 12 ปีพอดี แต่เธอก็ไม่แน่ใจว่าจะกลับอินโดนิเซียก่อนเวลาหรือไม่

เด็กผู้หญิงที่ในเวลานั้นที่ไม่ต้องการให้พ่อของเธอช่วยเหลือด้านการเงินอีกต่อไป รู้สึกเสียใจเสมอเมื่อพ่อของเธอเสียชีวิตหลังจากมาทำงานในต่างประเทศประมาณหนึ่งปีครึ่ง ทำให้เกิดความเจ็บปวดในใจจนยากที่จะก้าวผ่าน และในขณะที่ครอบครัวที่อินโดนิเซีย รวมทั้งลูกสามารถกำลังก้าวผ่านความสูญเสียในครั้งนี้ แต่เธอพึ่งเริ่มเผชิญหน้ากับความเสียใจ และอยากกลับไปอินโดนิเซียเพื่อจัดการกับความเสียใจนี้

แรงงานข้ามชาติทุกคนต่างทุ่มเทเวลาและสติปัญญาของตนเองในการทำงานในครอบครัวคนแปลกหน้าหรือโรงงานในต่างประเทศ เราเคยรับรู้ถึงความเสียใจของพวกเค้าที่ไม่เคยพูดออกมาหรือไม่? แล้วพวกเค้าลุกขึ้นยืนอีกครั้งได้อย่างไร?  ฉันไม่มีคำตอบ แต่หวังให้พวกเค้าพลังที่จะยืนหยัดกับปัญหาและอุปสรรค์ในชีวิตของพวกเค้า

ผู้เขียน/ กวน อันหนี๋ เจ้าหน้าที่ของ 1095 Culture Studio

Top