To the central content area :::
名人專欄-內頁
::: To the bottom Area

ไต้หวันคือบ้านหลังที่ 2 ของฉัน และเป็นบ้านของฉันตลอดไป

2020-03-17 15:20:00

โม่ อ้ายฟาง สามี และลูกสาวมีครอบครัวที่มีความสุขในไต้หวัน

สวัสดีทุกท่าน! ฉันชื่อโม่ อ้ายฟาง เป็นชาวอินโดนิเซียเชื้อสายจีนรุ่นที่ 3 ตอนนี้อาศัยอยู่ที่ไต้หวัน เป็นหนึ่งในผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ของไต้หวัน

ย้อนกับไปในปี 1998 เกิดเหตุการณ์ต่อต้านชาวจีนในอินโดนิเซีย พ่อของฉันคิดว่าอินโดนิเซียไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ในปีนั้น ฉันมีอายุแค่ 18 ปี พึ่งจะเรียนจบชั้นมัธยมปลาย พ่อของฉันได้ส่งฉันไปอยู่ที่มาเลเซีย อยู่ได้ประมาณ 3 ปีก็ได้ย้ายไปอยู่สิงคโปร์ และท้ายสุดก็มาเป็นแรงงานข้ามชาติที่ไต้หวัน

หลังจากนั้น ในช่วงสองเดือนสุดท้ายของการทำงาน ฉันและเจ้านายได้เดินทางไปที่บ้านของสามีของฉันคนปัจจุบัน ทำทำให้แม่สามีเห็นฉัน และแนะนำให้ฉันรู้จักกับสามี ซึ่งเค้าเป็นคนไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา ไม่เล่นการพนัน ไม่มีนิสัยที่ไม่ดี จึงทำให้ฉันรู้สึกดีต่อเขา หลังจากการทำงานจบลง ฉันได้กลับไปที่อินโดนีเซียโดยลำพังและไม่คิดว่าสามีจะตามไปถึงอินโดนิเซีย ซึ่งโชคชะตาช่างวิเศษเหลือเกิน จนทำให้ฉันต้องแต่งงานมาอยู่ไต้หวันและกลายเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในไต้หวัน

หลังจากแต่งงานมาอยู่ไต้หวัน ชีวิตก็ไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง ครอบครัวของสามีเป็นครอบครัวใหญ่มีสมาชิก 11 คน อาศัยอยู่ในชั้น 4ของอาคารสูง 6 ชั้น แม่สามีของฉันเป็นมะเร็ง ส่วนพ่อตาของฉันเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ฉันจึงกลายเป็นลูกสะใภ้แม่บ้านที่ไม่ต้องเสียเงินของบ้านหลังนี้ ซึ่งชีวิตแบบนี้ไม่ใช้สิ่งที่ฉันต้องการ แต่จะเดินกลับไปก้ไม่ได้ จนเวลาผ่านไป 3 ปี แม่สามีก็เสียชีวิต จึงเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เดินก้าวออกจากประตูบ้านออกไปเรียนภาษาจีน จนรู้จักกับคุณหวง มู่ยิน (黃木姻) หัวหน้าอาจารย์แนะแนวในโรงเรียนซึ่งตอนนี้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนประถมศึกษาตงอัน และด้วยความช่วยเหลือจากอาจารย์หวง ก็ทำให้ฉันได้เข้าร่วมการเป็นอาสาสมัครของศูนย์การเรียนรู้ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ของโรงเรียนประถมศึกษาจงเจิน ซึ่งการมาเป็นอาสาสมัครที่นี่ก็ทำให้เธอได้รับการทาบทามให้เล่นละครร์เรื่อง Nyonya's Taste of Life ของทางสถานี PTS แต่ไม่คิดมาก่อนว่าละครเรื่องนี้ทำให้เธอได้รับรางวัล Golden Bell และกลายเป็นนักแสดงสาวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่คนแรก แม่สามีก็เสียไปแล้ว ตอนนี้ลูกสาวอายุ 13 ปีแล้ว

โชคชะตาของฉันแตกต่างอย่างมากตอนนี้ ครอบครัวมีความสุขมากในขณะเดียวกันได้มีโอกาสร่วมแสดงในละครโทรทัศน์ภาพยนตร์ และตอนนี้ยังเปิดร้านเค้กและมีพนักงานเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่อยู่หลายคนด้วย

อยู่ในวงการบันเทิงมา 13 ปี เป็นช่วงเวลาที่ฉันมีความสุขมากที่สุด ไม่คิดมาก่อนว่าตนเองจะทำการแสดงได้ ฉันมักจะแสดงในวัดพุทธตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็ก ดังนั้นการขึ้นเวทีจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หลังจากแต่งงานมาไต้หวัน ได้มีโอกาสเป็นนักแสดง โดยได้แสดงละครทีวีมากมาย รวมทั้งภาพยนตร์ด้วย ตอนนี้ค่อนข้างมีชื่อเสียงในไต้หวัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ฉันเตือนตนเองอยู่เสมอว่าจะต้องทำงานหนักต่อไปเพื่อคว้าโอกาสให้ได้มากขึ้น พิสูจน์ตนเองว่ามีความสามารถไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เพียงแค่เราตั้งใจ เวทีก็เป็นของเรา ฉันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้พบผู้อาวุโสหลายคนในวงการบันเทิง ทุกๆ คนดีต่อฉันมาก ดูแลฉันเป็นอย่างดีและสอนทักษะการแสดงให้ฉันด้วย ฉันได้เรียนรู้จากพวกเค้ามากมาย ฉันเรียนรู้ที่จะเข้ากับทุกคนและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ให้ฉันเปิดโลกทัศน์เพื่อเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น ซึ่งคนที่เข้าใจช้าอย่างฉันก็เข้าใจได้ หากคุณต้องการประสบความสำเร็จคุณต้องเริ่มต้นด้วยตัวคุณเองและทำให้ความพยายามของคุณถูกมองเห็น ฉันมักจะบอกผู้กำกับว่า: ฉันไม่ใช่คนในวงการบันเทิงแต่แรก แต่ฉันก็มีความสนใจในวงการบันเทิงเป็นอย่างมาก หากฉันมีบางสิ่งที่ทำไม่ได้หรือไม่เข้าใจ ก็ขอให้คุณช่วยชี้แนะด้วย ฉันมีความเต็มใจที่จะเรียนรู้

ขอขอบคุณสำหรับความห่วงใยและให้โอกาสอันมีค่าแก่ฉันที่ทำให้เป็นโม่ อ้ายฟางในวันนี้ และหวังว่าถ้าในอนาคตตนเองมีความสามารถ ก็จะใช้พลังเล็กๆ เพื่อตอบแทนทุกคนและช่วยเหลือสังคม

สี่ปีที่ผ่านมา ฉันเห็นเพื่อนจากผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ใกล้ตัว หางานทำยาก ทุกครั้งได้ฟังพวกเค้าพูดว่า ตนเองไม่มีวัฒนธรรมหาเงินไม่ได้หรอก

ฉันได้ยินแล้วรู้สึกปวดใจ วัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเรียนหนังสือ แต่เราสามารถเรียนรู้วัฒนธรรมได้ แลยถามพวกเค้าไปว่า คุณคิดว่าตัวเองทำอะไรได้?

พวกเค้า:นอกจากทำอาหาร อย่างอื่นก็ทำไม่เป็น

ฉัน:การทำอาหารก็เป็นความสามารถพิเศษหนึ่ง งั้นเรามาร่วมเดินสายอาหารกันเถอะ

โม่ อ้ายฟางเริ่มแจกขนมเค้กและขายให้กับแรงงานข้ามชาติที่โรงงาน และบริษัทจัดหางาน และได้โปรโมทบนเฟสบุ๊คด้วย ทำให้ธุรกิจดีขึ้นเรื่อยๆ  

หลังจากนั้น ฉันกับเพื่อนๆ จึงได้เริ่มศึกษาการทำอาหารอินโดนิเซียและขนมเค้ก เมื่อ 4 ปีก่อน ฉันเปิดสตูดิโอทำเค้กโดยเฉพาะ ตอนเริ่มทำแรกๆ เนื่องจากตนเองไม่ได้มีความเชี่ยวชาญ จึงพบกับอุปสรรค์มากมาย อีกทั้งว อีกทั้งวัตถุดิบที่ใช้ทำเค้กอินโดนิเซียก็หาซื้อที่ไต้หวันไม่ได้ จึงต้องกลับไปอินโดนิเซียเพื่อไปซื้อเครื่องครัวและวัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้ และนำกลับมาไต้หวัน แต่ที่ไต้หวันอากาศเปลี่ยงแปลงบ่อย ทำให้กลายเป็นอุปสรรค์กับเรา ไต้หวันมี 4 ฤดูใน 1ปี ซึ่งวัตถุดิบเดียวกันก็อาจจะทำขนมเค้กออกมาได้ไม่เหมือนกัน หลังจากผ่านผ่านความยากลำบากและมีประสบการณ์มากพอ ในที่สุดเราก็สามารถเอาชนะความยากลำบากนั้นได้ แต่แล้วคำถามก็เกิดขึ้นว่า เค้กอร่อย แต่ใครล่ะจะซื้อ? ฉันนำเค้กที่ทำเสร็จแล้ว ใส่กล่องทีล่ะกล่อง และส่งไปให้โรงงานที่มีแรงงานข้ามชาติ บริษัทจัดหางาน ให้ลองทานฟรี ในตอนแรกฉันมีเครื่องอบแค่ 1 เครื่อง หลังจาก 1 สัปดาห์ผ่านไป สามารถทำเงินได้จนมีเครื่องอบถึง 2 เครื่อง หลังจากนั้น 1 เดือนผ่านไปก็สามารถทำรายได้จนมีเครื่องอบถึง 8 เครื่อง เรียกได้ว่าธุรกิจดีขึ้นเรื่อยๆ และมีร้านค้าอินโดนิเซียติดต่อมาขอร่วมมือด้วย โดยให้เราเป็นคนทำเค้ก ส่วนทางร้านจะทำหน้าที่ขาย จึงทำให้เรากลายเป็นโรงงานทำเค้กขนาดเล็ก โดยเฉพาะวันตรุษจีนหรือเทศกาลต่างๆ จะมีคนสั่งเค้กเยอะมาก ฉันอยากจะบอกว่า ความสามารถของแต่ละคนนั้นไม่มีขีดจำกัด เราต้องทำงานอย่างขยันขันแข็ง ต้องเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ต้องคว้าโอกาสดีๆ และมีใจที่แกร่งกล้า และไม่ยอมแพ้ ซึ่งเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จของเรา

 

เรื่องราวของคุณโม่ อ้ายฟาง

เรียบเรียงโดย หวง ซิวถิ๋ง

Top